
เอกชนติดเบรกหุ้นกู้
กสิกรไทยเผยแนวโน้มเอกชนออกหุ้นกู้ปีนี้ลดลง 5% หลังทะลุ 5 แสนล้าน สูงสุดเป็นประวัติการณ์
กสิกรไทยเผยแนวโน้มเอกชนออกหุ้นกู้ปีนี้ลดลง 5% หลังทะลุ 5 แสนล้าน สูงสุดเป็นประวัติการณ์
นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ทิศทางการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนในปี 2559 ขึ้นอยู่กับความต้องการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่า ปริมาณการออกหุ้นกู้ปีนี้จะมีวงเงินราว 4.76 แสนล้านบาท หดตัวลงเล็กน้อยประมาณ 5% จาก 5.08 แสนล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตาม การหดตัวดังกล่าวไม่น่ากังวล เนื่องจากปีที่แล้วเป็นจังหวะที่ดีจากดอกเบี้ยต่ำ ทำให้เอกชนรีไฟแนนซ์หนี้และระดมทุนรองรับโอกาสทางธุรกิจกันมากกว่าปกติ โดยธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้ารักษาส่วนแบ่งตลาดการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ในปีนี้ไว้ที่ 15% คิดเป็นวงเงิน 7.14 หมื่นล้านบาท ลดลงจาก 8 หมื่นล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว คิดเป็นส่วนแบ่ง 15.9% เป็นอันดับ 2 ของตลาด
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นธนาคารอยู่ในกระบวนการออกหุ้นกู้ให้ลูกค้าประมาณ 4-5 ราย โดยจะเริ่มจัดจำหน่ายหุ้นกู้ให้ลูกค้ารายแรกในไตรมาสแรกปีนี้ วงเงินประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท เป็นลูกค้าในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการบริโภค ซึ่งลูกค้ามีความต้องการระดมทุนเพื่อนำไปขยายธุรกิจ โดยคาดว่าในปีนี้ธนาคารจะออกหุ้นกู้ให้เอกชนประมาณ 15 รายเท่ากับปีที่แล้ว แม้วงเงินรวมอาจจะลดลงก็ตาม
“คาดการณ์ภาพรวมตลาดหุ้นกู้นี้ เรายังไม่รวมดีลใหญ่ของบริษัท ไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (ทีซีซี กรุ๊ป) ที่จะซื้อหุ้นบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เนื่องจากยังไม่นิ่งว่าบริษัทจะตัดสินใจออกหุ้นกู้เมื่อใด ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าทีซีซี กรุ๊ปจะต้องการเงินกู้ระยะสั้น 1-2 ปี (บริดจ์โลน) ก่อน จึงจะเริ่มวางโครงสร้างทางการเงินในระยะต่อไป” นายธิติ กล่าว
นายธิติ กล่าวว่า อัตราผลตอบแทนหุ้นกู้น่าจะผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แนวโน้มไม่น่าจะปรับลดลงมากกว่านี้ โดยผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนสอดคล้องไปกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและดอกเบี้ย นโยบาย ซึ่งตั้งแต่ต้นปีผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลงเล็กน้อย อายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.3% ซึ่งผลตอบแทนหุ้นกู้เอกชน 10 ปี เรตติ้ง AAA เฉลี่ยสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล 0.6-0.65% ส่วนหุ้นกู้เรตติ้ง A สูงกว่าราว 1.3-1.4%
อย่างไรก็ดี ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทยปีนี้น่าจะคงไว้ที่ 1.5% ส่วนปีหน้าจะปรับขึ้นตามดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐหรือไม่ ตอบยาก เนื่องจากต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน หากไทยปรับขึ้นดอกเบี้ยตามจะทำให้เงินบาทแข็งเร็วหรือไม่ และจะกระทบต่อการส่งออกมากน้อยเพียงใด ภายใต้สงครามค่าเงินที่รุนแรง แต่ผลต่อธุรกิจหรือหุ้นกู้นั้น การปรับดอกเบี้ย 0.5-1% มีผลกระทบไม่มากนัก
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ยังคงมุมมองสิ้นปี 2559 ไว้ที่ 38 บาท/เหรียญสหรัฐ เพราะสงครามค่าเงินที่รุนแรงขึ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นอ่อนแอจนใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบเพื่อให้เงินเยนอ่อนค่า







