posttoday
แนะโลจิสติกส์รายย่อย ปรับตัวรับมือดิจิทัล อีโคโนมี

แนะโลจิสติกส์รายย่อย ปรับตัวรับมือดิจิทัล อีโคโนมี

09 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

โลจิสติกส์เป็นหนึ่งในห่วงโซ่สำคัญของการทำธุรกิจอื่นๆ ปัจจุบันมีโลจิสติกส์รายใหญ่จากต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวนำกระโจนเข้าสู่ธุรกิจตามแนวทางดิจิทัลอีโคโนมี ที่รัฐให้การสนับสนุนนี้ด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเดิมต้องปรับตัวรับมือ

จุฑานุช ชุมมานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ ที เอ็น โลจิสติคส์ และนายกสมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออก เปิดเผยว่า แม้ธุรกิจโลจิสติกส์เจ้าใหญ่ต่างชาติเข้ามาในไทยมากแล้ว แต่อนาคตอาจมีเข้ามาในไทยเพิ่มอีก ส่วนใหญ่มาจากญี่ปุ่น เยอรมนี และอเมริกา ซึ่งก็เป็นทั้งผลดีและผลเสียต่อผู้ประกอบการไทย

ผลดี คือ ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสได้ปริมาณธุรกิจมากขึ้น เพราะเข้าไปเป็นห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเออร์) ให้โลจิสติกส์เจ้าใหญ่จากต่างชาติ โดยลูกค้าเดิมที่เป็นบริษัทข้ามชาติและบริษัทแม่ในต่างประเทศใช้งานโลจิสติกส์เจ้าใหญ่อยู่แล้ว เมื่อกลุ่มนี้มาในไทยก็จะให้บริษัทย่อยใช้บริการเช่นเดียวกัน ส่วนผลเสีย คือ ลูกค้าเดิมบางส่วนจะหายไปใช้โลจิสติกส์เจ้าใหญ่ ดังนั้นแม้โลจิสติกส์ไทยจะได้เป็นซัพพลายเออร์ให้โลจิสติกส์เจ้าใหญ่จากต่างชาติ ได้ปริมาณธุรกิจมากขึ้น แต่จะได้ส่วนต่างกำไร (มาร์จิ้น) น้อยลง นอกจากนี้ จะมีกลุ่มธุรกิจเกิดใหม่ที่ใช้พื้นฐานเทคโนโลยี (สตาร์ทอัพ) เข้ามาในธุรกิจโลจิสติกส์มากขึ้น ทั้งที่เป็นคนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นโลจิสติกส์ใหม่ขึ้นมา และสตาร์ทอัพที่ทำแอพพลิเคชั่นที่ประสบความสำเร็จจากต่างประเทศเข้ามาบุกตลาดไทย กลุ่มนี้เป็นอีกตัวแปรทำให้ผู้ประกอบการรายเดิมในตลาดต้องปรับตัวเข้าไปเป็นซัพพลายเออร์ให้แอพพลิเคชั่นโลจิสติกส์ หรือพัฒนาแอพพลิเคชั่นของตัวเองขึ้นมาแข่ง

“ผู้ประกอบการต้องปรับตัวตามนวัตกรรมใหม่ๆ ปัจจุบันมีความพยายามทำแอพพลิเคชั่นอยู่มาก แต่ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถจับคู่กับผู้ที่ทำโลจิสติกส์อยู่แล้วได้ดี เพราะคนที่ทำโลจิสติกส์อยู่แล้วหลายรายเป็นคนรุ่นใหญ่ที่ยังไม่เปิดรับเทคโนโลยี ส่วนคนทำแอพพลิเคชั่นเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงแต่อาจยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำโลจิสติกส์มากพอ ถ้า 2 กลุ่มนี้จับคู่ทำงานกันได้จะพัฒนาเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์ได้อีกมาก” จุฑานุช กล่าว

ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่นโลจิสติกส์ที่มีในไทยแล้ว ส่วนใหญ่เป็นบริการด้านรถขนส่งสินค้าที่มีเทคโนโลยีอย่างเดียวแล้วไปจับคู่เจ้าของรถที่ต้องการมาทำธุรกิจขนส่ง ทำให้บริษัทโลจิสติกส์เดิมที่มีขนาดใหญ่แล้วอาจเผชิญปัญหาถูกตัดราคา เพราะกลุ่มแอพพลิเคชั่นไม่ต้องลงทุนรถเอง แต่อนาคตหากขนาดธุรกิจของแอพพลิเคชั่นใหญ่ขึ้น อาจไม่สามารถทำราคาต่ำเหมือนปัจจุบันได้ ปัญหาการตัดราคาก็น่าจะลดลง ขณะที่แอพพลิเคชั่นด้านคลังสินค้าก็มีเกิดขึ้น แต่ยังเป็นคลังสินค้าเล็กๆ กลุ่มนี้มีน้อยกว่าด้านขนส่ง ดังนั้นยังเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้ามาได้อีก

จุฑานุช กล่าวว่า ปีนี้สมาคมมีภารกิจสำคัญ 3 ข้อ คือ 1.ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในธุรกิจให้พัฒนาคุณภาพบริการดีขึ้นเพื่อลูกค้า และเพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแล โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการได้มาตรฐานตราสัญลักษณ์รับรองถึงความรับผิดชอบของผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ให้บริการ ในการส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ตลอดจนการเอาใจใส่ต่อผู้บริโภคและการมีจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ (คิว-มาร์ก) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการแข่งขันได้ดีขึ้น

2.แก้ปัญหาความแออัดด้านการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์สินค้าในกรุงเทพฯ ที่ได้รับผลกระทบจากการจราจรหนาแน่น และระยะเวลาขนส่งที่จำกัดแค่หลัง 22.00-06.00 น. โดยจะหารือภาครัฐแก้ปัญหานี้ และ 3.จะผลักดันเรื่องการกำหนดน้ำหนักบรรทุกสินค้าของรัฐให้เป็นไปตามสภาพความจริงมากขึ้น เพราะปัจจุบันน้ำหนักที่ถูกกำหนดไม่สอดคล้องสภาพความเป็นจริง หากรัฐกำหนดน้ำหนักสอดคล้องกับสภาพจริงมากขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คงถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์รายย่อยของไทยต้องตื่นตัวรับกับแนวโน้มที่เข้ามากระทบ เพื่อให้ยังมีที่ยืนอยู่ในตลาดได้ต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท