
เศรษฐกิจสหรัฐ ส่อชะลอตัว
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
เมื่อกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบหลายปี จากความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐนั้นมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นได้ จากอัตราว่างงานที่ต่ำสุดตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐที่ระดับ 5%
แต่ด้วยราคาน้ำมันที่ทำสถิติต่ำสุดในรอบกว่าสิบปี ทำให้บริษัทจัดอันดับ ฟิทช์ เรทติ้งส์ คาดการณ์ว่าอัตราการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้อัตราผลตอบแทนสูง (High Yield Bond) จะเพิ่มขึ้นจาก 3.4% มาเป็น 4.5% ในปีนี้ โดยการผิดนัดชำระหนี้นั้นจะมาจากหุ้นกู้ของบริษัทกลุ่มพลังงานเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราสูงถึง 11%
ในขณะที่กิจกรรมภาคการผลิตของสหรัฐ (วัดจากดัชนี PMI ภาคการผลิต) ก็เติบโตในอัตราที่ช้าลงมาตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา และเริ่มเห็นสัญญาณหดตัว (ดัชนีต่ำกว่า 50) ตั้งแต่เดือน พ.ย.ต่อเนื่องจนถึงเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ทำให้เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของสภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราส่วนของสต๊อกสินค้ากับยอดขายที่เริ่มเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการขยายตัวของภาคการผลิตในอดีตนั้นเป็นผลทำให้สต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้น แต่สินค้าเหล่านั้นกลับไม่สามารถขายได้ ส่งผลให้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเริ่มจะขยายตัวติดลบในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยดัชนีและตัวเลขเศรษฐกิจเหล่านี้ถือว่าเป็นตัวชี้วัดนำ (Leading Indicators) ที่สะท้อนภาพเศรษฐกิจในอนาคตได้ดีกว่าข้อมูลเศรษฐกิจหลายๆ ตัวที่ยังแสดงถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอยู่ เช่น อัตราว่างงานที่ต่ำ ราคาบ้านที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยอดขายรถที่ยังเติบโตได้ดี ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถือว่าเป็นตัวชี้วัดตาม (Lagging Indicators) ซึ่งจะสะท้อนถึงสภาวะทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา มากกว่าสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ล่าสุด การประชุมของเฟดเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ได้แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น แต่ยังไม่ปฏิเสธโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้า ในขณะที่นักวิเคราะห์ได้ลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มี.ค. จาก 50% ลงเหลือเพียง 20% เท่านั้น
เพื่อเป็นการรับมือกับภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ที่ปรึกษาการลงทุนจึงมีคำแนะนำให้ลดความเสี่ยงของพอร์ตลง เลือกลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี เป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของพอร์ตการลงทุน ซึ่งโดยปกติพันธบัตรดังกล่าวมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับตลาดหุ้น ทำให้ช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพอร์ตการลงทุนได้ หากเศรษฐกิจชะลอตัวและตลาดหุ้นมีการปรับตัวลงอีก







