
รัฐดีเดย์ไตรมาส 2 กดปุ่มอี-เพย์เมนต์
การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน National e-Payment นัดแรก ที่มี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน National e-Payment นัดแรก ที่มี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วางเป้าหมายว่า ภายในไตรมาส 2 ปี 2559 สถาบันการเงินจะเริ่มเปิดลงทะเบียนความพร้อมระบบ National e-Payment ในระยะการดำเนินงานที่ 1 เพื่อให้ระบบการชำระเงินขยายครอบคลุมเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือเลขหมายโทรศัพท์ หรือ Any ID และมีผลเต็มรูปแบบไม่เกินเดือน ก.ย. 2559 นี้
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน National e-Payment ว่า ได้วางเป้าหมายในช่วง 6 เดือนแรก โครงการระบบการชำระเงินแบบ Any ID ต้องจบ เบื้องต้นวางแผนว่าจะสามารถเปิดลงทะเบียนประชาชนที่จะเข้าร่วมโครงการได้ภายในไตรมาส 2
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้วางเป้าหมายในการขับเคลื่อนการใช้ระบบ National e-Payment ให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 1 ปีครึ่ง โดยได้ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุดขึ้น เพื่อมาติดตามการดำเนินงานระบบ National e-Payment ที่มี 5 ระยะ
คณะอนุกรรมการดังกล่าวประกอบด้วย คณะที่ 1 มี วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นประธาน ดูแลโครงการระยะที่ 1 คือ การโอนเงินชำระบัญชี นอกจากบัญชีธนาคาร เช่น เลขประจำตัวประชาชน โทรศัพท์มือถือ หรือ อีเมล
อนุกรรมการชุดนี้ ยังดูแลการดำเนินงานในโครงการระยะที่ 2 ที่เกี่ยวกับการขยายเครื่องรับชำระบัตร ให้เป็นไปตามเป้าหมาย 3 ปี จำนวน 2 ล้านเครื่อง จากปัจจุบันที่มี 3 แสนเครื่อง และขยายจุดบริการเครื่องรับชำระบัตรที่ปัจจุบันมีเพียง 1 แสนจุด โดยภาคเอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบในการลงทุนขยายเครื่องรับบัตร วงเงินประมาณ 500 ล้านบาท
“คณะอนุกรรมการต้องพิจารณาด้วยว่า จะมีการคิดค่าชำระต่อครั้งเป็นเท่าไร อาจเป็นในรูปแบบร้อยละ หรือคิดเป็นจำนวนสตางค์ ต่ำสุดคือ 20 สตางค์/ครั้ง โดยจะเก็บจากผู้ใช้ ขณะที่การรับชำระจะเปิดให้ทำได้ต่ำสุด 20 บาท/ครั้ง เพื่อจูงใจให้คนเข้าระบบมากขึ้น” นายอภิศักดิ์ กล่าว
สำหรับคณะที่ 2 มี อธิบดีกรมสรรพากร เป็นประธาน ดูแลการดำเนินการโครงการระยะที่3 เพื่อดึงเข้าระบบการชำระภาษีอัตโนมัติ ทำให้เกิดการรั่วไหลน้อยลง และเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้ คณะที่ 3 และ 4 มี สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ดูแลการดำเนินงานโครงการระยะที่ 4 ที่เกี่ยวกับระบบ e-Payment ภาครัฐ ที่จะให้การรับจ่ายเงินจะต้องเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เริ่มมีผลในกลางปี 2559 และสวัสดิการที่ภาครัฐจะจัดให้กับประชาชน เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และดูแลโครงการระยะที่ 5 ในการประชาสัมพันธ์ และออกมาตรการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบมากขึ้น โดยโครงการระยะที่ 3-5 จะใช้เงินลงทุน 3,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี
อภิศักดิ์ กล่าวว่า ระบบ National e-Payment จะส่งผลดีต่อโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินของประเทศ การจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น เพราะมีการหลีกเลี่ยงภาษีลดลง ภาครัฐสามารถให้สวัสดิการได้อย่างตรงจุดขณะที่ภาคประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้เพิ่มมากขึ้น







