
'ไทยพาณิชย์'เป้าโตแสนล้าน
บลจ.ไทยพาณิชย์ ปีนี้ขออีกแสนล้าน มั่นใจรักษาเบอร์ 1 ไว้ได้ หวัง “อินฟราฟันด์” หนุน
บลจ.ไทยพาณิชย์ ปีนี้ขออีกแสนล้าน มั่นใจรักษาเบอร์ 1 ไว้ได้ หวัง “อินฟราฟันด์” หนุน
นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ปี 2559 มีเป้าหมายจะเพิ่มทรัพย์สินภายใต้การจัดการ (AUM) ไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท จากสิ้นปี 2558 ที่มีอยู่ 1.163 ล้านล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ของอุตสาหกรรมเอาไว้ได้
“ปีนี้จะไม่มีเหตุการณ์ที่ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะระหว่างอันดับ 1 กับอันดับ 2 แน่นอน ซึ่งการจะเป็นผู้นำได้ต้องสร้างตลาดใหม่และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต” นายสมิทธ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายสมิทธ์ยอมรับว่าในปี 2559 การขยายตลาดจะยากขึ้น และในอุตสาหกรรมกองทุนจะมีการแข่งขันกันมากขึ้น จากการเข้ามาของกองทุนต่างประเทศ หลังจากการเปิดเออีซี เพราะฉะนั้น
ผู้จัดการกองทุนต้องปรับตัว โดยต้องทำให้ผลการดำเนินงานของกองทุนมีคุณภาพสูง
“ตลาดที่เป็นจุดสนใจของอุตสาหกรรมในช่วง 1-3 ปีนี้ คือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งคาดว่าจะมีการจัดตั้งประมาณ 2-3 กองทุน ซึ่งถือเป็นหัวหอกในการช่วยประเทศ โดยที่ บลจ.ไทยพาณิชย์ น่าจะออกได้อย่างน้อย 1 กองทุน และมีส่วนทำให้ AUM เติบโตได้ตามเป้าหมาย” นายสมิทธ์ กล่าว
นายสมิทธ์ กล่าวว่า บลจ.ไทยพาณิชย์ มีแผนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับการระดมทุนภาครัฐ ในลักษณะกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอย่างแน่นอน เนื่องจากมีทีมงานที่มีศักยภาพและมีประสบการณ์บริหารกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว
ทั้งนี้ ในปัจจุบันรัฐบาลไทยอยู่ระหว่างการจัดตั้งกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ส ฟันด์ มูลค่าโครงการ 1 แสนล้านบาท เพื่อระดมทุนจากภาคเอกชนไปลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐาน
นอกจากนี้ นายสมิทธ์ยังกล่าวถึงการเติบโตของธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลว่า จะยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่อัตราการเติบโตน่าจะต่ำกว่าปี 2558 ที่ทำได้ถึง 130% โดยจะยังคงเน้นไปที่ลูกค้ากลุ่มประกันและสถาบันการศึกษา
ขณะที่ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะเติบโตเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อมีการผลักดันการออมเพื่อการเกษียณในภาคบังคับจะทำให้ธุรกิจนี้เติบโตได้ในระยะยาว
สำหรับธุรกิจกองทุนรวม นายสมิทธ์ กล่าวว่า “ในปีนี้จะเห็น บลจ.ไทยพาณิชย์ ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น และมีการนำกลยุทธ์การลงทุน Long/Short หรือ Absolute Return มาใช้เพื่อลดความผันผวนจากการลงทุน และให้ได้ผลตอบแทนเป็นไปตามเป้าหมาย โดยสำหรับกองทุนหุ้นมีเป้าหมายที่จะทำให้ผลตอบแทนชนะดัชนีมาตรฐาน 6%”
“ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะห้ามไม่ให้แนะนำการลงทุนเป็นรายกองทุน แต่ต้องแนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุน ซึ่งเราพร้อมที่จะให้บริการอยู่แล้ว เพราะเชื่อว่าการขายแบบตีหัวเข้าบ้านเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ยั่งยืน แต่การให้คำปรึกษาช่วยตัดพอร์ตจะยั่งยืนกว่า” นายสมิทธ์ กล่าว
พร้อมกันนี้ นายสมิทธ์ยังกล่าวถึงการลงทุนในบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) ว่า ขณะนี้ บลจ.ไทยพาณิชย์ ยังอยู่ระหว่างชะลอลงทุนทั้งหุ้นและตราสารหนี้ ของ CPALL และบริษัทในเครือ เพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน โดยเฉพาะผลการประชุมคณะกรรมการบริษัทในวันที่ 23 ก.พ.นี้ ว่าจะมีข้อสรุปอย่างไร







