
เอเซียพลัสฟาดกำไร 123 ล้านบาท
เอเซียพลัสประกาศผลประกอบการไตรมาส2โกยกำไร 123ล้านบาท
เอเซียพลัสประกาศผลประกอบการไตรมาส2โกยกำไร 123ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASP) ประเดิมเปิดเผยผลการดำเนินงาน งวดไตรมาส 2 ปีนี้ของกลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์ ปรากฎว่ามีกำไรสุทธิ 123.26 ล้านบาท คิดเป็นกำไรหุ้นละ 0.06 บาท ลดลง41% จากระยะเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสแรกและรวม 6 เดือนแรกของปีนี้ กำไรสุทธิ 233.48 ล้านบาท เท่ากับ 0.11 บาท เติบโต22% จากกำไรสุทธิ 191.28 ล้านบาทหรือ 0.09 บาทต่อหุ้นในระยะเดียวกันปีก่อน
ทั้งนี้กำไรที่ออกมาไม่ได้มากอย่างที่ตลาดคาดการณ์ และหมดข่าวดีเรื่องผลงาน ทำให้นักลงทุนขายหุ้นออกมาลดลง 0.01 บาท ซื้อขายที่ 1.98 บาท
ปัจจัยที่ทำให้กำไรสุทธิไตรมาส 2 ปีนี้ลดลง มาจากรายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง18%จาก 286 ล้านบาทเหลือ 232 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันเท่ากับ 2,135.78 ล้านบาทลดลง 6.06% และอัตราค่านายหน้าซึ่งคำนวณแบบขั้นบันไดซึ่งมีผลให้อัตราค่านายหน้าโดยเฉลี่ยของบริษัทลดลงประมาณ 10%
ขณะเดียวกันบริษัทมีกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์เพียง 41 ล้านบาทลดลงจากจำนวน 131 ล้านบาทในไตรมาสสองปีก่อน แม้ว่ามีกำไรจากการซื้อขายตราสารหนี้ จำนวน6 ล้านบาทพลิกจากขาดทุน 11 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อนก็ตาม
ส่วนค่าธรรมเนียมและบริการจำนวน 71.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.51% เนื่องจากรายได้จากที่ปรึกษาทางการเงินและการจัดการกองทุนรวมจากบริษัทย่อยเพิ่มขึ้นและ ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์(มาร์จิน)จำนวน 16.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น86.57% เนื่องจากบริษัทมีการให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น
ก่อนหน้านี้ก้องเกียรติ โอภาสวงการประธานกรรมการบริหาร ASP เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทในปีนี้น่าจะมีการเติบโตที่ดีทั้งธุรกิจเก่า คือ ค้าหลักทรัพย์ วาณิชธนกิจ และพอร์ตการลงทุน ขณะที่3 ธุรกิจใหม่ที่เริ่มทยอยดำเนินการมาตั้งแต่ปีก่อน ขณะนี้ผ่านมาเพียงครึ่งปีก็สามารถทำรายได้ประมาณ50-60 ล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับทั้งปี
ทั้งนี้ 3 ธุรกิจใหม่ ได้แก่การบริหารเพื่อความมั่งคั่ง (Private Banking) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับWealth Management การเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์(DW) และการเป็นตัวกลางในการจับคู่ซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง
สำหรับธุรกิจตราสารหนี้สามารถทำได้ดีเกินคาด และพอร์ตการลงทุนมีอัตราตอบแทนมากกว่า 100% เป็นผลจากที่บริษัทเริ่มทยอยลงทุนหุ้นในกลุ่มที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่สูงตั้งแต่ปลายปีก่อนในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก กลุ่มสื่อสาร และกลุ่มอาหาร ซึ่งหุ้นในกลุ่มอาหารบางตัวก็ให้อัตราตอบแทนถึง 400% รวมถึง พอร์ตลงทุนในต่างประเทศหลายผลิตภัณฑ์







