
กนง.พบสัญญาณ โยกเงินออมลงทุนเสี่ยง
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5%
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ในการประชุมครั้งแรกของปี 2559 ภายใต้ความกังวลว่า อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาเป็นเวลานาน ทำให้เริ่มเห็นพฤติกรรมการเก็งกำไร ด้วยการนำเงินต้นทุนต่ำไปแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า (Search for yield)
จาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการเลขานุการ กนง. ระบุว่า กนง.เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อดูแลผู้ฝากเงินและดูแลเสถียรภาพระบบการเงินด้วย เพราะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำนานๆ อาจเกิดการนำเงินจากต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำไปเก็งกำไร
นอกจากนี้ กนง.ยังมองว่าระดับอัตราดอกเบี้ยควรเหลือพื้นที่ไว้ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ ในกรณีที่เศรษฐกิจอาจไม่ขยายตัวตามที่คาดการณ์ไว้ เพราะภาวะเศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่จะโตได้ต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้
ทั้งนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในต่างประเทศที่ควบคุมไม่ได้ ถือเป็นความเสี่ยงต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปีนี้มากที่สุดไม่ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและเอเชีย ราคาน้ำมันผันผวน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ต่ำลง ทำให้ปีนี้ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำหรือมีโอกาสโตต่ำลง แต่ก็มีปัจจัยบวกที่จะมาเป็นแรงขับเคลื่อนให้เติบโตได้จากบริโภคภาคเอกชนในประเทศและการใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่จะทยอยออกมา
“ที่ประชุม กนง.ครั้งนี้คาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัวใกล้เคียง 3.5% ตามที่เคยประเมินไว้ โดย กนง.จะติดตามพัฒนาการด้านต่างๆ อย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะใช้เครื่องมือที่มีอยู่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ” จาตุรงค์ กล่าว
สำหรับผลกระทบจากสัญญาณเศรษฐกิจในต่างประเทศ รวมทั้งการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) นั้น กนง.มองว่าน่าจะทำให้เกิดภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น แต่ ธปท.มีเครื่องมือหรือกลไกในการดูแลอยู่ โดยความเสี่ยงในต่างประเทศที่กระทบไทยน่าจะมาจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามากกว่า ที่คาดว่าเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า 13 ประเทศสำคัญจะโต 3.4% ใกล้เคียงกับที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินไว้ที่ 3.2-3.4%
มีรายงานข่าวว่า ที่ประชุม กนง.ให้ความสนใจอัตราดอกเบี้ยไทยที่เป็นขาลงมานาน เริ่มส่งผลกระทบต่อเงินออมและมีการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูงหรือกลุ่มเวลธ์ (Wealth) ที่โยกเงินออมไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่มีการจัดอันดับเครดิต หรือไปลงทุนในพันธบัตรต่างประเทศที่มีความเสี่ยง เช่น บราซิล ผ่านบริษัทจัดการกองทุนรวมต่างๆ เพราะต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในวงเงินที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น แม้จะยังมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับเงินออมทั้งระบบ
ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การเก็บกระสุนดอกเบี้ยของ ธปท. เนื่องจากเศรษฐกิจมีความเสี่ยงมากขึ้น ราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อต่ำกว่าที่คาด โดยเห็นว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ที่ 1.5% ตลอดทั้งปี แต่ก็มีความเสี่ยงดอกเบี้ยขาลง หากเกิดกรณีเลวร้าย เช่น เศรษฐกิจจีนแย่จนค่าเงินหยวนดิ่งหนัก สหภาพยุโรปเติบโตติดลบ
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.5% ถือว่าเหมาะสมกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและรองรับความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกได้ และได้ปรับมุมมองใหม่ ว่า กนง.จะคงดอกเบี้ย 1.5% ตลอดปี จากเดิมมองว่าจะปรับขึ้นปลายปี และยังไม่ปิดประตูมุมมองดอกเบี้ยขาลง เพราะความเสี่ยงสงครามค่าเงินมีมากขึ้นจากการส่งออกไม่ฟื้นตัว







