posttoday
เปิดรับซื้อยางพารา10วัน เกษตรกรขายให้รัฐ 697 ตัน

เปิดรับซื้อยางพารา10วัน เกษตรกรขายให้รัฐ 697 ตัน

03 กุมภาพันธ์ 2559

รมว.เกษตรฯเผยหลังเปิดจุดรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรเมื่อ 25 ม.ค. มีปริมาณรับซื้อ 697 ตันจากเกษตรกร 7,171 ราย

รมว.เกษตรฯเผยหลังเปิดจุดรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรเมื่อ 25 ม.ค. มีปริมาณรับซื้อ 697 ตันจากเกษตรกร 7,171 ราย

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงถึงความคืบหน้าการรับซื้อยางพาราตามนโยบายรัฐบาลว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯ โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้เปิดจุดรับซื้อยางจากเกษตรกรรายย่อยตั้งแต่วันที่25 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา ตามโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศโดยรับซื้อยางจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. และตั้งเป้าที่จะขยายจุดรับซื้อเพิ่มขึ้นจาก 621 แห่ง ให้ได้ไม่น้อยกว่า 834 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ปลูกยางพาราโดยมีราคารับซื้อยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 กิโลกรัมละ 45 บาท น้ำยางสดราคากิโลกรัมละ 42 บาท และยางก้อนถ้วย ราคากิโลกรัมละ 41 บาท จำนวนไม่เกินไร่ละ 10 กิโลกรัม รวมไม่เกิน 15 ไร่ หรือไม่เกิน 150กิโลกรัม ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2559

ผลการดำเนินการตามโครงการฯ จนถึงขณะนี้ มีปริมาณยางที่รับซื้อแล้วจำนวน 697.64 ตัน จากเกษตรกรจำนวน 7,171 ราย เป็นยางแผ่นดิบจำนวน 264.03 ตัน น้ำยางสดจำนวน 144.76 ตัน และยางก้อนถ้วยจำนวน 288.86 ตัน คิดเป็นเงินที่จ่ายให้เกษตรกรชาวสวนยาง 29.80 ล้านบาท และจากการสำรวจความพึงพอใจพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 85 พึงพอใจต่อมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลดังกล่าว

สำหรับปัญหาที่เกษตรกรนำยางมาขายน้อย มาจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือทยอยปิดกรีดยางแล้วส่วนภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่อง เกษตรกรเลือกขายให้พ่อค้าในพื้นที่เพราะสะดวกกว่า ความกังวลเรื่องคุณภาพยางของเกษตรกรว่าจะไม่ผ่านตามเกณฑ์ที่โครงการฯกำหนดจุดรับซื้อกระจายไม่ทั่วถึง การรับเงินผ่าน บัญชี ธ.ก.ส. ใช้เวลา 2 วันปัญหากลุ่ม/สถาบันเกษตรกรไม่สมัครเป็นจุดรับซื้อยางในโครงการฯเพราะได้รับค่าดำเนินการน้อย

แนวทางแก้ไขแก้ปัญหาดังกล่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้ กยท. รีบประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในสัปดาห์นี้เพื่อปรับเงื่อนไขการรับซื้อยางให้สะดวกและคล่องตัวขึ้นเปิดจุดรับซื้อยางเพิ่มทุกจังหวัดประสานกลุ่ม/สถาบันเกษตรกรสร้างความเข้าใจให้เกษตรกรผลิตยางได้คุณภาพตรงตามหลักเกณฑ์การรับซื้อของโครงการฯและสร้างความเข้าใจให้ชาวสวนยางในพื้นที่รับทราบข้อมูลข่าวสารมากขึ้นรวมถึงการปรับปรุงค่าดำเนินการ ค่าขนส่งให้เหมาะสมเพื่อจูงใจกลุ่ม/สถาบันเกษตรกรให้สมัครเป็นจุดรับซื้อยางในโครงการฯ

สำหรับความคืบหน้าผลการดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางได้จ่ายเงินให้ เกษตรกรชาวสวนยาง แบ่งเป็น เจ้าของสวนยางจำนวน 114,029ครัวเรือน จำนวนเงิน 976,348,125 บาท คนกรีดยางจำนวน 108,997ครัวเรือนจำนวนเงิน 619,055,850บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 223,026 ครัวเรือนจำนวนเงิน1,595,403,975บาท

จากข้อมูลการรับแจ้งเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 641,694ครัวเรือนโดย กยท. ลงระบบบันทึกข้อมูลแล้ว 193,937 ครัวเรือนอยู่ระหว่างตรวจสอบและบันทึกข้อมูล 217,013 ครัวเรือนคาดว่าจะบันทึกระบบครบภายในสิ้นเดือนนี้และอยู่ระหว่างการดำเนินการของกรมส่งเสริมการเกษตรอีก 230,744 ครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯได้สั่งการและให้ความสำคัญการดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางและโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐให้โปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริตเพื่อให้เกษตรกรรายย่อยได้รับการช่วยเหลือเท่าเทียมและเป็นธรรมเกิดประโยชน์กับเกษตรกรอย่างเต็มที่โดยมีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มาร่วมตรวจสอบด้วย

นอกจากนี้ยังมีการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาตรวจสอบซึ่งจะเชื่อมโยงข้อมูลกับทะเบียนราษฎรป้องกันการสวมทะเบียน หรือการเวียนเทียน จึงมั่นใจได้ว่าเงินที่รัฐบาลช่วยเหลือจะถึงมือเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกยท.อย่างเป็นธรรม ทั่วถึงแน่นอนซึ่งการจ่ายเงินจะโอนเข้าบัญชีเกษตรกรที่เปิดไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)โดยตรง

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ