
ธปท.คุมความเสี่ยง ระบบเชื่อมอี-เพย์เมนต์
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ในขณะที่สมาคมธนาคารไทย โดยคณะทำงานพัฒนาระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เตรียมความพร้อมในการสร้างระบบกลางในการชำระเงินของประเทศ เพื่อรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ National e-Payment หรืออี-เพย์เมนต์ ตามนโยบายรัฐบาล โดยผ่านบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ (ITMX) รวมทั้งจะมีการว่าจ้างบริษัท Vocalink ผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกรรมการชำระเงินจากอังกฤษมาช่วยไอทีเอ็มเอ๊กซ์พัฒนาระบบกลางให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ คณะทำงานชุดดังกล่าวเชื่อว่า ในเฟสแรกจะเห็นการโอนเงินผ่านมือถือได้ในเดือน ส.ค.นี้ ผ่านเบอร์มือถือหรือเลขบัตรประชาชน ทำให้การจ่ายสวัสดิการของภาครัฐทั้งผู้สูงอายุหรือช่วยเหลือเกษตรกรสามารถทำได้ทันที
ทางด้านธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) ในฐานะผู้ประสานงานโครงการอี-เพย์เมนต์ได้เตรียมการที่จะเข้าไปดูเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้วย
ทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า จากนี้ไป ธปท.จะเข้าไปดูเรื่องระบบการบริหารความเสี่ยงของแต่ละธนาคารพาณิชย์ที่จะมาเชื่อมต่อเข้ากับระบบกลางการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศที่บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ กำลังจัดทำอยู่
นอกจากนี้ จะดูแลในเรื่องการคุ้มครองประชาชนผู้ใช้บริการให้ได้รับข้อมูลและเข้าใจกับนวัตกรรมใหม่ๆ เหล่านี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคตามแนวนโยบายของ ธปท. อย่างไรก็ดี ธปท.ไม่ได้เข้าไปดูแลในส่วนของการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หรือกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นบทบาทของกระทรวงการคลังเป็นสำคัญ
ทองอุไร กล่าวว่า สำหรับความเสี่ยงที่ ธปท.ต้องดูแลให้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งดำเนินการ ก่อนที่จะมีการเข้าไปเชื่อมต่อกับระบบกลางได้ ประกอบด้วย
1.ความปลอดภัยของระบบ เช่น ไม่ให้มีการแก้ไขข้อมูลเลขทะเบียน (ID) ที่ผูกกับบัญชีธนาคาร โดยไม่ได้รับอนุญาต การร่วมมือกับโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม (Telco) ในการป้องกันการเปลี่ยนซิม (Sim) โทรศัพท์โดยไม่ได้รับอนุญาต
2.การดูแลข้อมูลลูกค้าในระบบให้มีความถูกต้องตามที่ลูกค้าได้มาอัพเดท และเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดผิดพลาด
3.การสร้างความตระหนัก (Awareness) ให้กับลูกค้า ให้มีความระมัดระวังในการใช้บริการดังกล่าว
รองผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า สิ่งสำคัญข้อแรกในการดูแลความเสี่ยง คือ ความปลอดภัยของระบบ ความปลอดภัยของตัวกลาง
นอกจากนี้ การจัดทำระบบ Any ID ที่สมาคมธนาคารไทยกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้มีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาระบบการชำระเงินของ ธปท.อยู่แล้ว โดยทีมทำงานของ ธปท.ในฝ่ายเลขานุการของคณะผู้ดำเนินการจัดทำโครงการเนชั่นแนลอี-เพย์เมนต์ เพื่อผลักดันให้การวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ Any ID เป็นประโยชน์กับประเทศไทย ได้เป็นที่ตกลงกันในสมาคมธนาคารไทยแล้วว่าให้ ITMX เป็นผู้ดำเนินการ
อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไปจำเป็นจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้การเชื่อมต่อ หรือการเข้าถึงเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนหรือไม่นั้น รองผู้ว่าการ ธปท. มองว่า อาจจะไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายอะไร เพราะเป็นการใช้เลขที่บัตรประชาชน เพื่ออ้างอิงตัวตนเป็น ID เท่านั้น แต่ในการเข้าถึงข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยนั้นทางกระทรวงการคลังกำลังหารือกันอยู่
ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment ประกอบด้วย 5 โครงการ คือ 1.โครงการ Any ID เพื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ที่ปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าถึงการบริการของธนาคารสามารถเข้าถึงบริการเงินโอนต่างๆ ได้ 2.โครงการส่งเสริมให้เกิดการใช้บัตรอิเล็ก ทรอนิกส์ในการซื้อขายสินค้าทั่วประเทศ 3.โครงการพัฒนาระบบภาษี 4.โครงการอี-เพย์เมนต์ของภาครัฐ เพื่อให้การจ่ายเงินในภาครัฐจะผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด รวมทั้งการเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้เข้าถึงสวัสดิการของภาครัฐได้โดยตรง และ 5.โครงการส่งเสริมหรือจูงใจให้เกิดการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์







