
ทิสโก้ชูทริกเกอร์ฟันด์-หุ้นจิ๋ว
บลจ.ทิสโก้ ชู 2 กองทุนหลักทำตลาดปีวอก โอกาสทำกำไร คาดกองทุนรวมโตเกิน 10%
บลจ.ทิสโก้ ชู 2 กองทุนหลักทำตลาดปีวอก โอกาสทำกำไร คาดกองทุนรวมโตเกิน 10%
นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปี 2559 บริษัทคาดว่ากองทุนรวมยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีและน่าจะขยายตัวได้เกิน 10% เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ซึ่งธุรกิจกองทุนรวมของบริษัทเติบโตเกือบ 13% โดยไม่ได้ออกกองทุนตราสารหนี้ประเภทกำหนดอายุการลงทุน หรือเทอมฟันด์มาหลายปีแล้ว
สำหรับกองทุนที่บริษัทจะเน้นในปีนี้ยังคงเป็นการออกกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าเก่าที่ต้องการผลตอบแทนที่ชัดเจนภายในระยะเวลากำหนด ประกอบกับมีมุมมองในตลาดหุ้นที่กองทุนจะเข้าลงทุนเช่นเดียวกับบริษัทว่ามีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้
ทั้งนี้ ปี 2558 บลจ.ทิสโก้ออกทริกเกอร์ฟันด์จำนวน 29 กองทุน ถึงเป้าหมายระหว่างปี 20 กองทุน
นอกจากนี้ บริษัทยังคงนำเสนอกองทุนเปิดทิสโก้ Mid/Small Cap อิควิตี้ (TISCOMS) เป็นอีกทางเลือกให้นักลงทุน เนื่องจากมองว่ายังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีท่ามกลางภาวะตลาดผันผวน
“กองทุน Mid/Small Cap ซื้อขายได้ทุกวันทำการ เรามองว่าแนวโน้มหุ้นขนาดกลางและเล็กยังมีการเติบโตที่ดี ซึ่งปีที่ผ่านมาหุ้นที่กองทุนลงทุนอยู่ก็ปรับตัวลงน้อยกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ทำให้ปีที่ผ่านมากองทุนสร้างผลตอบแทนสูงถึง 15% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยติดลบ 14% ซึ่งกองทุนยังติดอันดับให้ผลตอบแทนอยู่ในลำดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม” นายธีรนาถ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมองว่าน่าสนใจ จากปีที่ผ่านมาบริษัทไม่แนะนำลูกค้า โดยให้กระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศมากกว่า
สำหรับภาพรวมปี 2558 บลจ.ทิสโก้มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2558 จำนวน 1.78 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,774.04 ล้านบาท หรือ 5.2% เมื่อเทียบสิ้นปี 2557 สาเหตุหลักมาจากการออกกองทุนรวมเพิ่มขึ้นในภาวะตลาดทุนที่เอื้ออำนวยและการเพิ่มขึ้นของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยมีรายได้ค่าธรรมเนียมพื้นฐานของธุรกิจจัดการกองทุนปี 2558 เพิ่มขึ้นจำนวน 195.57 ล้านบาท หรือ 2.10% มาอยู่ที่ 1,129.11 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
“ปีที่ผ่านมา เราทำรายได้ๆ เกินเป้าหมายไปมาก โดยเฉพาะธุรกิจกองทุนรวมมียอดขายผ่านธนาคารทิสโก้สัดส่วน 70% ส่วนที่เหลือมาจากตัวแทนจำหน่าย ซึ่งมองว่าสัดสวนนี้เหมาะสม โดยปีนี้จะพยายามทำให้เต็มที่ แต่ต้องยอมรับว่าการลงทุนในปีนี้ไม่ได้ง่าย” นายธีรนาถ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทยังจะเติบโตได้สม่ำเสมอ เนื่องจาก บลจ.ทิสโก้ดำเนินธุรกิจมายาวนานเป็นแห่งแรก และมีจำนวนลูกค้าสำรองเลี้ยงชีพมากสุดในระบบ ส่วนกองทุนรวมก็ยังโตได้เกิน 10% ขณะที่กองทุนส่วนบุคคลในปีนี้ไม่เน้นการเติบโตในแง่ของขนาดสินทรัพย์
นายธีรนาถ กล่าวว่า ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลเป็นธุรกิจที่ต้องให้ความใกล้ชิดกับลูกค้าอย่างมาก ยิ่งปีนี้ตลาดหุ้นคงจะผันผวนต่อเนื่อง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยอยูู่ในระดับต่ำ ซึ่งสภาวะแบบนี้ลูกค้าต้องการคำแนะนำอย่างใกล้ชิด แต่ปัจจุบันบุคลากรของบริษัทมีจำกัด
ดังนั้น ในปี 2559 บริษัทจึงปรับเพิ่มวงเงินขั้นต่ำของลูกค้าบุคคลเพิ่มเป็น 50 ล้านบาท/ราย จากปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 40 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้ทยอยปรับเพิ่มวงเงินลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเริ่มต้น 10 ล้านบาท 20 ล้านบาท ตามลำดับ รวมทั้งจะเน้นลูกค้ารายบุคคลมากขึ้น
“ปีที่ผ่านมา กองทุนส่วนบุคคลของทิสโก้มีขนาดสินทรัพย์ลดลง เนื่องจากมีลูกค้าสถาบันที่ครบอายุการลงทุนแล้วไม่ได้บริหารต่อ จึงเป็นเหตุผลให้บริษัทมาโฟกัสที่ลูกค้ารายบุคคลมากขึ้นและเป็นทิศทางที่บริษัทจะเดิน แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะปิดกั้นลูกค้าสถาบัน เพราะทุกวันนี้เราก็บริหารจัดการเงินให้ลูกค้าสถาบันอยู่” นายธีรนาถ กล่าว
ทั้งนี้ มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของ บลจ.ทิสโก้ แบ่งเป็นสัดส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 66.5% กองทุนส่วนบุคคล 14.8% และกองทุนรวม 18.7% และมีส่วนแบ่งตลาด ณ วันที่ 30 พ.ย. 2558 เป็นอันดับที่ 9 คิดเป็น 3.3% โดยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 3 คิดเป็น 13.4% กองทุนส่วนบุคคลมีส่วนแบ่งตลาดอันดับที่ 7 คิดเป็น 5.5% และกองทุนรวมมีส่วนแบ่งตลาด อันดับที่ 14 คิดเป็น 0.9%







