
สศอ.เตรียมข้อมูลถก‘เจเทปา’ ญี่ปุ่นขอลดภาษีรถเหล็กเพิ่ม
โพสต์ทูเดย์
— สศอ.เก็บข้อมูลเตรียมทบทวนข้อตกลงเจเทปาภาคอุตสาหกรรมปี 2554 หลังญี่ปุ่นขอลดภาษีรถยนต์เหล็กเพิ่มนายสมชาย หาญหิรัญ รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.อยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบของการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ เพื่อเตรียมเจรจาทบทวนข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น (เจเท ปา) ที่จะมีการเจรจาทบทวนในปี 2554
ทั้งนี้ ท่าทีการเจรจาของไทยจะต้องพิจารณาผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม โดยต้องอยู่บนพื้นฐานของอุตสาหกรรมไทยต้องได้ประโยชน์จากการเจรจาทบทวนครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ทางญี่ปุ่นเตรียมเสนอลดอัตราภาษีรถยนต์นำเข้าขนาด 3,000ซีซีขึ้นไปให้มากกว่านี้ เพื่อให้สามารถนำรถยนต์ที่ผลิตในญี่ปุ่นมาทำตลาดในไทยได้ ซึ่งนับตั้งแต่เจเทปามีผลบังคับใช้ ทำให้ไทยต้องลดภาษีนำเข้ารถยนต์ดังกล่าวทุกปี ปีละ 5% จากที่เคยเก็บภาษีนำเข้า 80% โดยปัจจุบันอัตราภาษีนำเข้าอยู่ที่ 60%
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังต้องการให้ไทยลดภาษีหรือเพิ่มโควตานำเข้าเหล็กกัดกรดเคลือบน้ำมันซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยปีนี้กำหนดโควตาเหล็กที่นำเข้าตามกรอบเจเทปาไว้ที่ 4.3 แสนตัน รวมทั้งขอให้ไทยผ่อนผันการกำหนดมาตรฐานเหล็กที่อยู่ในรูปวัตถุดิบ เช่น เหล็กรีดเย็น เหล็กรีดร้อน
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นในไทยไม่ขัดขวางการลดภาษีรถยนต์ขนาด 3,000 ซีซีขึ้นไป เพราะไม่ส่งผลกระทบ เนื่องจากบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นที่ผลิตรถยนต์ประเภทดังกล่าวมีไม่มาก แต่บริษัทรถยนต์ยุโรปอาจไม่เห็นด้วยกับการเจรจาลดภาษีครั้งนี้เพราะจะทำให้เสียเปรียบ
เนื่องจากจะทำให้มีรถญี่ปุ่นขนาดใหญ่เข้ามาแข่งขันกับรถนำเข้าจากยุโรปมากขึ้น
“ในประเด็นนี้สหภาพยุโรป (อียู) สนใจที่จะเจรจาเอฟทีเอกับไทยและขอให้ไทยลดภาษีรถยนต์ดังกล่าวเหมือนญี่ปุ่นเช่นกัน การจะเจรจาลดภาษีรถยนต์ให้กับญี่ปุ่นจะต้องให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยในภาพรวมได้ประโยชน์ โดยเฉพาะความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งไทยควรขอให้ขยายความร่วมมือให้มากขึ้น” นายศุภรัตน์ กล่าวนายศุภรัตน์ กล่าวว่า การให้ความช่วยเหลือด้านบุคลากรเฟสแรกที่เริ่มเมื่อ4 ปี ที่ผ่านมา มีการช่วยเหลือที่ยังไม่ชัดเจนและเป็นความช่วยจากบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นเพียง 4 ราย คือ โตโยต้า ฮอนด้า นิสสันและเด็นโซ่ ส่วนเฟส 2 ที่จะเริ่มในปี 2554 ควรให้ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรในไทยเป็นการถาวรระบบมีส่วนในการพัฒนาบุคลากรของไทยเป็นการแลกเปลี่ยนกับการลดภาษี โดยควรจะผลักดันให้ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นการถาวร เพื่อพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ขยายตัว
” นายศุภรัตน์ กล่าว






