ธปท.เผยยอดเงินฝากภาคอีสานหดเหลือโต2.7%
ธปท.เผยยอดเงินฝากภาคอีสานหดเหลือโตแค่ 2.7% จากปีก่อนโต 3.1% เหตุแบงก์คุมเงินฝากให้โตช้ากว่าสินเชื่อ หลังปล่อยกู้ได้น้อย-กลัวหนี้เสีย
ธปท.เผยยอดเงินฝากภาคอีสานหดเหลือโตแค่ 2.7% จากปีก่อนโต 3.1% เหตุแบงก์คุมเงินฝากให้โตช้ากว่าสินเชื่อ หลังปล่อยกู้ได้น้อย-กลัวหนี้เสีย
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รายงานภาวะเศรษฐกิจการเงินในรอบปี‚ 2558 ที่ผ่านมาว่า ภาคการเงินของสถาบันรับเงินฝาก ทั้งธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ มียอดเงินฝาก คงค้างเพิ่มในอัตราที่ชะลอลง จากปี 2557 มีเงินฝาก 6.07 แสนล้านบาท มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.1% มาเป็นปี 2558 มีเงินฝาก 6.23 แสนล้านบาท มีอัตราการขยายเพิ่มขึ้นเพียง 2.7% จากการลดลงของเงินฝากประจำและเงินฝากกระแสรายวัน
ส่วนหนึ่งเนื่องจากธนาคารส่วนใหญ่ยังบริหารต้นทุนการเงินด้วยการควบคุมปริมาณเงินฝากให้เติบโตช้ากว่าสินเชื่อ เพราะสินเชื่อยังขยายตัวไม่สูง ทั้งในสินเชื่อเพื่อธุรกิจและครัวเรือน เนื่องจากธนาคารยังระมัดระวังการให้สินเชื่อ เพราะความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพหนี้หรือหนี้เสีย จากรายได้ในภาคเกษตรลดลง บวกกับหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง โดยสินเชื่อคงค้างในสิ้นปี 22258 อยู่ที่ 8.03 แสนล้านบาท คิดเป็นการขยายตัว 7.3% ชะลอลงจากปี 2557 ที่มียอดสินเชื่อคงค้างที่ 7.49 แสนล้านาท มีการขยายตัว 9.5% ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ 129 %
อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยรวมยังปรับดีขึ้น จากการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ตามการใช้&&38;จ่ายในหมวดสินค้าจำเป็น รายในใน&&38;ภาคบริการยังขยายตัวดี การใช้&&38;จ่ายงบลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวสูง ผนวกกับแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นภาครัฐในครึ่งปีหลัง ส‹วนการลงทุนภาคเอกชนหดตัวลง เห็นได้จากพื้นที่รับอนุญาตก่อสร้างในเขตเทศบาลติดลบ 18.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการลดลง 13.9% เงินลงทุนในโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการลดลง 43.5% ทุนจดทะเบียนธุรกิจตั้งใหม่ลดลง 19.2% เป็นต้น
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยอัตราเงินเฟ้อติดลบ 1.11% จากปีก่นหน้าเงินเฟ้อบวก 2.26% ตามราคาขายปลีกน้ำมันที่ลดลง ส่วนอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ







