posttoday
ผล Stress Test ดันหุ้นเอเซีย

ผล Stress Test ดันหุ้นเอเซีย

28 กรกฎาคม 2553

....เจียรนัย อุตะมะ

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นแรงปิดที่ระดับ 853 จุด ทุบสถิติสูงสุดในรอบ 2 ปี 2 เดือน แสดงอาการดีใจอย่างออกนอกหน้ากับผลการทดสอบภาวะวิกฤตต่อธนาคารในยุโรปที่ส่วนใหญ่สอบผ่าน ทำให้มั่นใจไปเปลาะหนึ่งว่าเศรษฐกิจยุโรปสหรัฐอเมริกาไม่ถึงขั้นจะกลับมาถดถอย แม้ว่ายังไม่แน่ชัดนัก แต่สนับสนุนให้นักลงทุนที่เคยลังเลที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียก่อนหน้านี้กล้าลุยมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นไทยแม้จะมีเหตุระเบิดกลางกรุงเทพฯ ที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาราชดำริ ก็ไม่สามารถสกัดแรงซื้อได้

ตลาดหุ้นไทยยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนเข้ามาซื้อขายอย่างหนาแน่น ด้วยมูลค่ามากถึง 4.25 หมื่นล้านบาท ดันดัชนีขึ้นไปเกือบ 2% หรือ 13.44 จุด หรือเกือบจะเป็นจุดสูงสุดของวัน

นักลงทุนส่วนใหญ่ซื้อสุทธิ โดยเฉพาะต่างชาติช้อนหนักถึง 2,711 ล้านบาท มีเพียงนักลงทุนรายย่อยเท่านั้นที่ขายทำกำไร 3,912 ล้านบาท

วันศุกร์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการผู้ตรวจสอบการธนาคารยุโรป (CEBS) ได้รายงานผลการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) ซึ่งเป็นการทดสอบว่าภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ทรุดตัวลง (ลดลงตามแผนการลดการขาดดุลงบประมาณ) และกดดันให้มูลค่าพันธบัตรของรัฐบาลที่ถือครองอยู่ลดลงในอัตราต่างๆ จะส่งผลกระทบต่อฐานะเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ในยุโรปอย่างไร กล่าวคือต้องมีสัดส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 (1st Tier) ไม่ต่ำกว่า 6% ของสินทรัพย์เสี่ยง

ผลปรากฏว่าธนาคารที่ผ่านการทดสอบมีทั้งสิ้น 84 แห่ง จากที่ทำการทดสอบ 91 แห่ง (จากธนาคารในยุโรปทั้งหมด 140 แห่ง) มีธนาคารที่ไม่ผ่านการทดสอบ 7 แห่ง ได้แก่ HyPo Real Estate จากเยอรมนี, ATE Bank ของกรีซ และอีก 5 แห่งจากสเปน คือ Banca Civica, Cajasur, Diada, Espiga และ Ennim

แม้ผลการทดสอบจะได้รับการตอบรับเชิงบวกและผ่อนคลายความกังวลต่อการออกหุ้นกู้ของประเทศในยุโรป แต่ก็ยังมีประเด็นสงสัยในการวิเคราะห์ โดยการแบ่งแยกระหว่างธนาคารพาณิชย์ที่แข็งแรงกับธนาคารพาณิชย์ที่อ่อนแอ จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจในครึ่งหลังปีนี้

อย่างไรก็ตาม ผลของ Stress Test ช่วยหนุนให้เงินยูโรและสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะน้ำมันฟื้นตัวนับตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเป็นไปได้ที่สัปดาห์นี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า (Nymex) จะฟื้นตัวต่อ โดยขึ้นมายืน 80 เหรียญสหรัฐอีกครั้ง โดยหนุนตลาดหุ้นโลกให้ฟื้นตัวอีกครั้ง ซึ่งอาจจะต่อเนื่องตลอดสัปดาห์นี้ โดยคาดว่าดัชนีดาวโจนส์และแนสแด็กน่าจะมีโอกาสฟื้นตัวราว 7% และ 10% ตามลำดับ

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เชื่อว่าจะทำให้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับตลาดโลกเริ่มกลับมาเป็นที่สนใจของตลาดอีกครั้ง โดยนักลงทุนที่มีหุ้นกลุ่มนี้อยู่แนะนำให้ถือรอการฟื้นตัว หลังเชื่อว่าราคาหุ้นตอบรับความเสี่ยงไปมากแล้ว

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์กลุ่มธนาคารได้พบและฟังถึงนโยบายการดำเนินธุรกิจของ ธนาคารไทยหลายแห่ง ทั้งธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ในช่วง 6 เดือนหลังของปีนี้ พบว่ายังคงสอดคล้องกับมุมเดิมที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ว่า ศักยภาพการปล่อยสินเชื่อของธนาคารยังมีแนวโน้มสดใสต่อเนื่องจากงวดไตรมาส 2 โดยนอกเหนือจากความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น ภายใต้แผนการลงทุนภาครัฐ เช่น การประมูลก่อสร้างรถไฟฟ้า ช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนแล้ว การขยายตัวของสินเชื่อของภาคเอกชนในธุรกิจสื่อสาร โดยเฉพาะความคืบหน้าในการประมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3.9G ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้สินเชื่ออย่างน้อย 50% ของเงินประมูลครั้งแรกเกือบ 4 หมื่นล้านบาท

การสนับสนุนการเงินในกิจการต่างประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนการซื้อ/ควบรวมกิจการในต่างประเทศ (M&A) และธุรกิจการลงทุนต่างประเทศ (ของกลุ่มซีพี) ขณะที่ไตรมาส 3 เป็นฤดูกาลส่งออก ทำให้การขยายตัวของสินเชื่อขนาดกลางและเล็ก (SME) สดใส ทำให้คาดว่าสินเชื่อโดยรวมในปี 2553 จะอยู่ที่ 7.6% จากเดิมที่ทำไว้ 7% บวกกับแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น (โดย ธปท. คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในการประชุมอีก 3 ครั้งที่เหลือจนถึงสิ้นปี 2553) น่าจะส่งผลบวกต่อธนาคาร ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์กลุ่มธนาคารอยู่ระหว่างการทบทวนเพื่อปรับเพิ่มประมาณการกำไรของกลุ่ม ในปี 2553 และ 2554 จากเดิมที่คาดว่าอัตราเติบโตกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของกลุ่มจะเติบโต 10% และ 19% ตามลำดับ นอกจากนั้นยังแนะนำให้ซื้อหุ้นกลุ่มสื่อสารในวันนี้

ไม่รู้ว่าจะดีใจกับเรื่องผลตรวจสอบธนาคารในยุโรปไปได้อีกกี่วัน...อย่างไรให้ติดตามสถานการณ์ฐานะและความแข็งแกร่งของธนาคารในยุโรปอย่างใกล้ชิด...เผื่อจะพลิกผันอีกครั้งหนึ่ง...

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี