posttoday
ยักษ์ใหญ่ธุรกิจยาง...ลั่น ทุกอย่างจะดีขึ้น

ยักษ์ใหญ่ธุรกิจยาง...ลั่น ทุกอย่างจะดีขึ้น

01 กุมภาพันธ์ 2559

แม้ว่ามาตรการแก้ปัญหายางพาราของรัฐบาลจะช่วยให้ราคายางกระเตื้องขึ้นชั่วคราว

โดย...ทีมข่าวหุ้นโพสต์ทูเดย์

แม้ว่ามาตรการแก้ปัญหายางพาราของรัฐบาลจะช่วยให้ราคายางกระเตื้องขึ้นชั่วคราว หรือสามารถสร้างความสมดุลของตลาดทำให้ราคายางผ่านจุดเลวร้ายหรือไม่ก็ตาม แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่มองเห็นโอกาสและสามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นได้มาก

วรเทพ วงศาสุทธิกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) หรือ TRUBB  มั่นใจว่า บริษัทผ่านจุดเลวร้ายไปแล้ว หลังจากที่ประสบปัญหาขาดทุนติดต่อกันมาหลายปี เหตุที่เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เป็นเพราะการใช้กลยุทธ์มาถูกทาง ทำให้ผลการดำเนินงานในปี 2558 พลิกฟื้นมีโอกาสกลับมามีกำไรสุทธิ จากการใช้งานวิจัยมาพัฒนาสินค้าตามความต้องการของลูกค้า ทำให้เพิ่มราคาขายได้ และเราขายสินค้าระดับบนให้แก่ลูกค้าเฉพาะ เช่น ถุงมือยางแพทย์ ถุงยางอนามัย หรือผลิตวัตถุดิบให้ผู้ผลิตเสื้อที่มีแบรนด์ดัง

ขณะเดียวกัน ได้ลดต้นทุนการผลิตในส่วนของค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าแรงงาน รวมถึงการตัดขายทรัพย์สินที่ไม่สร้างกำไรหรือลงทุนแล้วไม่คุ้มค่าทิ้งไป ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้และลดค่าใช้จ่ายลง

สำหรับปัญหาขาดทุนที่ผ่านมาเกิดจากการขายโรงงานที่บึงกาฬทิ้งไปเพราะผลผลิตมีน้อย ส่วนโรงงานน้ำยางข้นที่เมียนมา  บริษัทเป็นเจ้าแรกที่นั่น ซื้อยางได้ถูก และค่าแรงต่ำมาก คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของเมืองไทย จึงมีโอกาสมาก คาดว่าปีนี้จะมีรายได้มากขึ้นเป็นหลักร้อยล้านบาท ขณะที่ธุรกิจปลายน้ำ ทั้งหมอนและที่นอนที่ใช้ยางธรรมชาติ เป็นที่ต้องการของลูกค้าต่างประเทศจำนวนมาก

“หากเราขายสินค้าที่มีมาร์จิ้นเพิ่มขึ้น 1-2% และลดต้นทุนได้ 1-2% ทำไมมาร์จิ้นถึงจะไม่เพิ่มขึ้น และห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมอนและที่นอนเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น เราทำธุรกิจครบวงจร เมื่อธุรกิจไหนไม่ดีก็จะมีธุรกิจอื่นมาทดแทน ช่วยประคับประคองให้มีกำไรได้”

ขณะที่หุ้น TRUBB ซื้อขายในราคาเพียงหุ้นละ 1.44 บาท ต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชีที่ 2.34 บาทวรเทพ กล่าวว่า ขณะนี้มีนักลงทุนสนใจจะขอซื้อหุ้นยกล็อต ตอนนี้กำลังคุยหลายเจ้า แต่จะไม่เลือกเพียงเพราะมีเงินทุน บริษัทจะต้องได้พันธมิตรทางธุรกิจ และได้รับเทคโนโลยีด้วย

ด้าน “วีรสิทธิ์ สินเจริญกุล” กรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) ให้สัมภาษณ์ว่า บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่มั่นคง และเน้นรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ระหว่าง 1.5-2.5% ตามกรอบนโยบาย โดยไม่มีนโยบายเก็งกำไรจากราคายาง กลยุทธ์หลักคือการซื้อวัตถุดิบมาผลิต และกำหนดราคาขายตามที่ควรเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาขายและเป็นการล็อกอัตรากำไร โดยบริษัทสต๊อกวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 60-70 วัน ราคายางพาราที่ลดลงส่งผลให้การใช้วงเงินสินเชื่อเครดิตจากธนาคารต่ำกว่าระดับ 50% วงเงินสินเชื่อที่ได้

ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,165.18 ล้านบาท มีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 2.45% สูงกว่าทั้งปี 2557 ที่ทำกำไรสุทธิ 1,037.76 ล้านบาท มีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 1.33%

“เราจะขายในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เน้นยอดขายสูงสุด เพื่อให้สามารถทำอัตรากำไรได้ตามกรอบนโยบาย และทำกำไรออกมาตามแผน ส่วนเครื่องมือการเงินในตลาดฟิวเจอร์สจะใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร”

สินค้าหลักของบริษัทเป็นผลิตภัณฑ์ยางพารากลางน้ำ คือ ยางพาราแท่งและน้ำยางพาราข้นที่มีสัดส่วนประมาณ 70-80% ของยอดขาย ซึ่งบริษัทมีความเชี่ยวชาญมานาน ส่วนการขยายธุรกิจปลายน้ำยังอยู่ในช่วงการศึกษา แต่ไม่เร่งรีบเพราะธุรกิจมีคู่แข่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีความแข็งแกร่งอยู่ในตลาดอยู่แล้ว จึงอาจไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่ดีตามคาดไว้

วีรสิทธิ์ กล่าวถึงแผนขยายกำลังการผลิตถึงสิ้นปี 2558 ที่ผ่านมาว่ายังเป็นไปตามแผนอยู่ที่ 1.5 ล้านตัน/ปี ทำยอดขายได้ประมาณ 1.2 ล้านตัน ส่วนสิ้นปี 2559 จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.6 ล้านตัน/ปี แต่ปริมาณการขายจะไม่ต่ำกว่าเดิม และปี 2560 จะขยายกำลังผลิตขึ้นเป็น 1.7 ล้านตัน/ปี

ด้านแผนลงทุนระหว่างปี 2559-2560 จะใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท/ปี เงินลงทุนหลัก คือ การลงทุนสร้างโรงงานขยายกำลังผลิตยางแท่ง ตามแผนงานในไทยอีก 2 โรงงาน และอินโดนีเซียในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปี 2560 อีก 1 โรงงาน โดยโรงงานแต่ละแห่งจะมีกำลังการผลิตประมาณ 5,000 ตัน/เดือน งบลงทุนดังกล่าวไม่รวมกับงบลงทุนโครงการเพื่อวิจัยศึกษาเพาะปลูกสวนยางพาราของบริษัทที่บริษัทซื้อที่ดินไปแล้วจำนวน 5 หมื่นไร่ โดยได้เริ่มทยอยกรีดยางแล้วในช่วงเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา แหล่งเงินทุนของบริษัทจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานและวงเงินกู้

สำหรับสถานการณ์ราคายางพารา ทั้งวรเทพและวีรสิทธิ์ยืนยันว่ายังประเมินยาก จากช่วงต้นปี 2559 ราคายางลดลงไปทำจุดต่ำสุดในรอบ 10 ปี เพราะมีตัวแปรสำคัญคือการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่มีผลต่อกำลังซื้อยางในอนาคต แต่วรเทพ ไม่อยากเห็นราคาขึ้นและลงแบบไม่สมดุลเหมือนที่ผ่านมาราคาเคยขึ้นไปถึง 180 บาท/กิโลกรัม และดิ่งลงมาเหลือ 20-30 บาท/กิโลกรัม ราคาที่เกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจปลายน้ำอยู่ได้ไม่ควรต่ำกว่า 50 บาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท