
ข่าวคราว ลูกเทพ และบาปเคราะห์ ของคนที่ไปค้ำประกันนักเรียนทุนการศึกษาต่างประเทศ
ประเทศของเรา พลเมืองของเรา สิ่งที่เราในฐานะพลเมืองคนหนึ่งที่ได้รับข่าวสาร ในบางครั้ง บางคำที่มีการเผยแพร่ออกมาทำให้เราคิดไปว่า...ตัวเรา สังคมเรา ประเทศอันเป็นที่รักของเราได้ก้าวมาถึงจุดนี้ เวลานี้ มีเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร ทำไมหนอเรื่องราวในสังคมที่รับรู้รับทราบเข้ามาในแต่ละวันจึงมีลักษณะ ขาดในสิ่งที่เรามี เกินในสิ่งที่มันควรจะต้องลด ละ วางไม่ใช่หรือ มีคนกล่าวไว้ว่า “หากจะดูคุณภาพของผู้คนในสังคมใด ให้ดูคุณภาพของสรรพสาระที่มีการสื่อสารออกมาโดยสื่อสารมวลชนของสังคมนั้นๆ” ตอนเด็กๆ สมัยหนุ่มๆ ผู้เขียนไม่เข้าใจ ไม่เคยเข้าใจ และคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา แต่พอผู้เขียนผ่านวัยห้าสิบ เหลือเวลาอีกไม่ถึงสิบปีก่อนที่จะเกษียณและวางมือส่งต่อภาระและความรับผิดชอบให้กับคนรุ่นถัดไปได้รับไม้ต่อ คำๆ หนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจก็คือ “ลูกหลานของเรา ของเพื่อนเรา ของสังคมเรา เขาจะอยู่กันบนความเชื่อ บนกติกา บนสภาพแวดล้อมอย่างนี้เลยหรือ มันเป็นความผิดของคนรุ่นเราใช่ไหมที่ไม่ส่งต่อสังคมที่ดีเท่ากับที่เราได้รับมาจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ ปู่ย่าตายายของเรา ไปให้กับลูกหลานเรา” ที่ผู้เขียนรำพึงรำพันมาตอนต้นบทคว
ประเทศของเรา พลเมืองของเรา สิ่งที่เราในฐานะพลเมืองคนหนึ่งที่ได้รับข่าวสาร ในบางครั้ง บางคำที่มีการเผยแพร่ออกมาทำให้เราคิดไปว่า...ตัวเรา สังคมเรา ประเทศอันเป็นที่รักของเราได้ก้าวมาถึงจุดนี้ เวลานี้ มีเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร ทำไมหนอเรื่องราวในสังคมที่รับรู้รับทราบเข้ามาในแต่ละวันจึงมีลักษณะ ขาดในสิ่งที่เรามี เกินในสิ่งที่มันควรจะต้องลด ละ วางไม่ใช่หรือ มีคนกล่าวไว้ว่า “หากจะดูคุณภาพของผู้คนในสังคมใด ให้ดูคุณภาพของสรรพสาระที่มีการสื่อสารออกมาโดยสื่อสารมวลชนของสังคมนั้นๆ” ตอนเด็กๆ สมัยหนุ่มๆ ผู้เขียนไม่เข้าใจ ไม่เคยเข้าใจ และคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา แต่พอ
ผู้เขียนผ่านวัยห้าสิบ เหลือเวลาอีกไม่ถึงสิบปีก่อนที่จะเกษียณและวางมือส่งต่อภาระและความรับผิดชอบให้กับคนรุ่นถัดไปได้รับไม้ต่อ คำๆ หนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจก็คือ “ลูกหลานของเรา ของเพื่อนเรา ของสังคมเรา เขาจะอยู่กันบนความเชื่อ บนกติกา บนสภาพแวดล้อมอย่างนี้เลยหรือ มันเป็นความผิดของคนรุ่นเราใช่ไหมที่ไม่ส่งต่อสังคมที่ดีเท่ากับที่เราได้รับมาจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ ปู่ย่าตายายของเรา ไปให้กับลูกหลานเรา” ที่ผู้เขียนรำพึงรำพันมาตอนต้นบทความก็เพราะได้ข่าวสารมาดังนี้ครับ
เรื่องที่ 1 ข่าวการที่ผู้คนจำนวนหนึ่งพลัดหลงไปในความเชื่อกึ่งไสยศาสตร์ กึ่งผี เอาตุ๊กตาที่ทำจากยางพาราแบบประณีตมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาเป็นที่ยึดเหนี่ยว มาบูชา มาเลี้ยงดูแบบเอาจริงเอาจัง จะไปไหนก็นำติดตัวไปด้วยแบบแนบชิดสนิทกาย มีการสื่อสารพูดจาด้วยแบบจริงจัง เป็นเรื่องเป็นราว ทั้งไปรถลงเรือขึ้นเหนือล่องใต้ บนเครื่องบินก็ไม่เว้น จะไปร้านอาหาร ร้านให้บริการก็มีการตีตั๋วเด็กเป็นเรื่องเป็นราว มีการป้อนข้าวป้อนน้ำแบบจัดเต็ม ทั้งๆ ที่เรายังมีเด็กทั้งในกรุงเทพฯ ในต่างจังหวัดบางที่บางแห่งยังคงขาดแคลนอาหารการกินกันอยู่เลย ผู้เขียนได้อ่านข้อมูลจากคนที่พกที่มีบรรดาลูกเทพทั้งหลาย เขาก็บอกว่าก็ที่เขาทำไปเพราะเขาเชื่อ เขามีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแบบนี้นี่ เขาไม่ได้ใช้เงินของใคร เขาทำแล้วเขาสบายใจ เขาก็ทำ เขามีเสรีภาพที่จะคิดจะทำได้นี่ สิ่งที่เขาทำมันไม่ได้ไปทำร้ายใครนี่ มันเป็นเสรีภาพบนความเชื่อของเขา สังคมจะไม่เชื่อก็เป็นเรื่องของสังคม ในเมื่อบอกว่าเราเป็นประชาธิปไตยในเนื้อหาแล้ว ในรูปแบบที่เขาทำบนความเชื่อที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ก็ต้องให้เขาทำไปสิ จบท้ายด้วยคติที่ว่า ไม่เชื่อก็อย่ามาลบหลู่สิ เพราะนี่คือพื้นที่ความเชื่อส่วนตัวของเขา เราต้องเคารพกันบ้างสิ ทีนี้ก็เดือดร้อนไปถึงพระสงฆ์องค์เจ้าสิ ก็เข้าทางพวกที่มองหาโอกาสในเชิงพุทธพาณิชย์สิว่า ถ้ามีเจ้าพิธีทั้งปลุกทั้งเสกใส่เข้าไปแบบจัดเต็ม จะยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ พอมีความน่าเชื่อถือหนักๆ เข้า ก็จะกลายไปเป็นความงมงาย พอเกิด Trust มาบรรจบกับ Confidence ก็จะกลายเป็นกระแสเงินสดขาเข้าหรือ Cash Inflow ทันทีอย่างที่เห็น...แล้วเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรกัน
เรื่องที่ 2 อยากร่ำรวยให้เป็นนายหน้า อยากเป็นขี้ข้าให้เป็นนายประกัน รุ่นพี่ที่เรียนจบกฎหมายที่เป็นเพื่อนคู่คิดผมในการทำงานเล่าให้ฟังว่า ตอนที่เรียนกฎหมายเกี่ยวกับการค้ำประกัน อาจารย์
ผู้สอนจะเกริ่นนำด้วยคำโบราณประโยคนี้ก่อน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ท่านผู้อ่านลองคิดตามผมนะครับ การที่เราเอาความเสี่ยงทางการเงินของตัวเรา เอาความน่าเชื่อถือของตัวเรา เอาโอกาสที่จะเกิดความเดือดร้อนกับลูก ภรรยา และครอบครัวเราไปวางไว้บนพฤติกรรมของคนอื่น คนที่มาขอให้เราค้ำประกันว่า เขาจะทำตามสัญญา สัญญาต้องเป็นสัญญา ไม่บิดพลิ้ว เป็นหนี้เขาก็จะใช้หนี้ จะไม่มีวันหนีหน้าหนี-หนี้เด็ดขาด ขอให้เชื่อใจและเชื่อมั่นว่าจะไม่มีวันมีปัญหาเช่นว่านั้นอย่างเด็ดขาด พอตัวเราจรดปากกาเซ็นไปเท่านั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใด ตัวผู้ค้ำประกันก็ต้องรับไปเต็มๆ ตามที่กฎหมายกำหนดทันที เรื่องที่พูดที่เผยแพร่กันว่า หมอฟันรุ่นพี่และพวกต้องมาชดใช้หนี้แทนคนที่ได้รับทุนไปเรียนต่างประเทศ ไปเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่ USA แล้วไม่ยอมกลับมาทำงานใช้ทุนตามเงื่อนไข จำนวนรวมกันสิบล้านบาท พร้อมกับในเนื้อข่าวระบุว่า เธอผู้ได้รับทุนนั้นได้ลงหลักปักฐานและมีครอบครัวกับชาวต่างชาติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สัญญาไม่เป็นสัญญา คำพูดไม่เป็นคำพูด เวรกรรมจะตามทันแน่ หรือคำกล่าวกึ่งสาปแช่งต่างก็พรั่งพรูออกมา มีสื่อมวลชนของสำนักข่าวอิสระก็ตามไปเจาะเรื่องราวเอามาเผยแพร่ มีรูปถ่ายของตัวผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นท่านที่ได้รับทุนแล้วเบี้ยวใช้ทุนยืนถือแก้วไวน์กับคนต่างประเทศ คำคติที่เป็นเหมือนคำสอนที่มีมายาวนานเกินห้าสิบปีดังที่ระบุไว้ตอนต้นเรื่องข้อ 2 ข้างต้นมันไม่แรง ไม่ดังพอที่จะฝังเข้าไปก้านสมองให้จำไว้ไม่ลืมว่า “อยากร่ำรวยให้เป็นนายหน้า อยากเป็นขี้ข้าให้เป็นนายประกัน” เพราะว่าจิตมนุษย์นี่ไซร้ยากแท้หยั่งถึง ถึงจะมีเถาวัลย์พันเกี่ยวให้เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน ...แล้วเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรกัน ผู้เขียนรำพึงขึ้นมาเป็นครั้งที่สอง







