
ฝากโจทย์ใหญ่ธปท.
คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะมีการประชุมในวันที่ 3 ก.พ.นี้ ซึ่งตลาดคาดว่า
คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะมีการประชุมในวันที่ 3 ก.พ.นี้ ซึ่งตลาดคาดว่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% อีกต่อไป เนื่องจากเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจของไทยมีสัญญาณที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันจะต้องรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจของโลก รวมถึงแรงกระเพื่อมของการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญของโลกก่อน
ปี 2559 เพิ่งผ่านมาเพียง 1 เดือนเท่านั้น แต่ตลาดการเงินและตลาดทุนโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงมาก ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) สร้างความประหลาดใจ ประกาศผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อ ซื้อคืนพันธบัตรเดือนละ 2.3 ล้านล้านบาท สิ้นสุดเดือน มี.ค. 2560 และลดดอกเบี้ยเงินฝากลงจาก ลบ 0.2% เป็น ลบ 0.3% ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ก็ช็อกตลาดประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นติดลบ 0.1% จากเดิมอยู่ที่ระดับ 0.1% สำหรับเงินของสถาบันการเงินที่ฝากไว้กับบีโอเจ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 16 ก.พ.นี้
ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงธนาคารกลางจีนที่ยังคงลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 4.35% ลดการสำรองของธนาคารพาณิชย์แล้ว 4 ครั้ง และอัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลรวมทั้งเดือน ม.ค.มากกว่า 10 ล้านล้านบาท ทำให้เงินหยวนอ่อนค่าลงเรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ตลาดคาดว่าปี 2559 จีนจะขยายตัวเพียง 6.5% เท่านั้น
การออกแรงกระตุ้นเศรษฐกิจโลกของธนาคารกลางเหล่านี้ยังมีผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ นำโดยราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปีนี้ยังเป็นขาลง
ต่อเนื่องจนน่าจะเห็นระดับ 25 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรืออาจจะต่ำกว่านั้น แต่ปรากฏว่าเดือน ม.ค.ราคาลงไปแถว 27 เหรียญสหรัฐ ก็ดีดกลับขึ้นมาเหนือ 37 เหรียญสหรัฐอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับตลาดหุ้นสำคัญของโลก เห็นได้จากเมื่อบีโอเจกดดอกเบี้ยติดลบ กดดันค่าเงินเยนอ่อนลงทันที เมื่อเปรียบเทียบกับเงินยูโร และดัชนีนิกเกอิพลิกจากติดลบมาปิดบวกกว่า 2%
ค่าเงินในภูมิภาคก็แข็งค่าขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รวมถึงค่าเงินบาท จากที่เคยอ่อนหลุด 36 บาท/เหรียญสหรัฐ กลับมาอยู่ที่ 35.65 บาท นับว่าแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือน
เราเห็นว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นส่งสัญญาณว่าตลาดการเงินโลกมีแนวโน้มจะมีความผันผวนมากขึ้น ตลาดจะปรับตัวรับข่าวที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะดำเนินนโยบายการเงิน ทั้งเรื่องดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนให้เท่าทันกับสถานการณ์ และที่สำคัญจะต้องส่งสัญญาณอย่างชัดเจน พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้รับทราบอย่างชัดเจน และสามารถนำไปใช้ได้ทันท่วงที เพราะหน่วยงานรัฐจะต้องนำข้อมูลไปคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจต่อไป เพื่อให้ตัวเลขออกมาตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด และภาคเอกชนจะมีความเสี่ยงมากขึ้นจากความผันผวนของโลกใบนี้ จนสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการประกอบการพิจารณาบริหารความเสี่ยงเพื่อให้ได้รับผลกระทบน้อยลง







