
สามารถปรับรับทศวรรษ 7 ชูไอซีที-พลังงานปั้นรายได้
ย่างก้าวสู่ปีที่ 61 หรือทศวรรษที่ 7 ของกลุ่มสามารถ นับว่าน่าจับตาอย่างมากจากการประกาศรีแบรนดิ้งทั้งกลุ่มครั้งใหญ่อีกครั้ง
ย่างก้าวสู่ปีที่ 61 หรือทศวรรษที่ 7 ของกลุ่มสามารถ นับว่าน่าจับตาอย่างมากจากการประกาศรีแบรนดิ้งทั้งกลุ่มครั้งใหญ่อีกครั้งเพื่อให้สอดรับกับสภาพตลาด เริ่มจากปีนี้ที่ประกาศลงทุนไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท สำหรับโครงการที่ชัดเจนว่าจะได้ และกับเป้าหมายใหญ่ระดับแสนล้านจากโครงการโรงไฟฟ้าจากขยะที่คาดว่าจะมีความชัดเจนในอีก 6 เดือนจากนี้
วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า นับจากนี้กลุ่มสามารถจะทรานส์ฟอร์มธุรกิจหรือปรับโครงสร้างธุรกิจไปสู่ธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้และผลกำไรสูงขึ้น ขณะที่การแข่งขันยังน้อย เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจโทรศัพท์มือถือมีการแข่งขันรุนแรง โดยจะพัฒนาธุรกิจที่อิงไปกับมาตรการของรัฐบาล เช่น เมกะโปรเจกต์ เอสเอ็มอี รวมถึงการทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับกระแสดิจิทัล ซึ่งคาดว่าจะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาทในปีนี้
“ถ้าเราทำมือถือขายเหมือนเดิมคงไปไม่รอด เพราะจากที่เคยขายปีละ 4 ล้านเครื่อง ปัจจุบันลดเหลือ 2-3 ล้านเครื่อง ดังนั้นจากเดิมที่มือถือเป็นหนึ่งในธุรกิจสร้างรายได้หลัก ในอีก 2-3 ปีจะลดบทบาทลง จึงต้องหาธุรกิจใหม่ที่มีอนาคตและทำกำไรเข้ามาเสริม รวมทั้งต้องลดความเสี่ยงจากเดิมที่เคยเน้นลูกค้าภาครัฐเป็นหลัก ก็ต้องหันมาหาภาคเอกชนมากขึ้น”
จากสภาพเศรษฐกิจปีนี้ ผู้บริหารของบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น มองว่า การที่รัฐบาลอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการลงทุนเมกะโปรเจกต์ การกระตุ้นและสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี จะเป็นโอกาสของกลุ่มสามารถในการเข้าไปแสวงหาตลาดและพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ได้มากขึ้น
จากเป้าหมายที่วางไว้ บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้จะสามารถทำได้ 2.4 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปี 2558 ประมาณ 25% โดยรายได้หลักจะมาจากบริษัท สามารถเทเลคอม 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีงานอยู่ในมือแล้ว 8,200 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ในปีนี้ 4,000 ล้านบาท มีโครงการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น 2.5 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้น่าจะเซ็นสัญญาได้ 1.5 หมื่นล้านบาท และรับรู้รายได้ 6,000 ล้านบาท ทำให้ยังเหลืองานในมืออีก 1.3 หมื่นล้านบาท
สำหรับธุรกิจของกลุ่มสามารถเทเลคอมจะประกอบด้วย ส่วนธุรกิจการพัฒนาแอพพลิเคชั่นซอฟต์แวร์ อี-เพย์เมนต์ หรือระบบจ่ายเงินที่ปัจจุบันมีถึง 2 ล้านเครื่องทั่วประเทศ รวมถึงโมบายแอพพลิเคชั่น ในกลุ่มนี้สร้างรายได้ 20% กลุ่มเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมสัดส่วนรายได้ 40% และกลุ่มเทคโนโลยีประยุกต์ด้านไอซีที 40%
“ยุคโมบิลิตี้และการใช้โทรศัพท์มือถือรวมถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้นของคนไทย ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอย่างแอพพลิเคชั่นจะมาแรง ซึ่งถือเป็นความท้าทายของเราที่จะเข้าไปสู่ตลาดใหม่นี้ในฐานะผู้พัฒนาระบบให้กับลูกค้าธุรกิจเอกชน ไปจนถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ของบริษัทไปถึงผู้บริโภคอย่างเว็บไซต์หรือ
อี-คอมเมิร์ซ”
ทั้งนี้ โอกาสของสามารถเทเลคอมยังสามารถเติบโตได้จากการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ นโยบายเนชั่นแนล บรอดแบนด์ อี-เพย์เมนต์ การสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี, ซูเปอร์คลัสเตอร์, เมกะโปรเจกต์ รวมถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี
ด้าน บริษัท สามารถ-ไอโมบาย จะมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่นับจากนี้ จากเดิมที่พึ่งรายได้จากการขายมือถือ แต่จากนี้ไปต้องปรับธุรกิจให้เข้ากับเทรนด์ใหม่ที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นโมบิลิตี้, ซีเคียวริตี้, อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์, อี-คอมเมิร์ซ, สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงเทรนด์กีฬาและสุขภาพ ทำให้ต้องขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นตามเทรนด์ที่มาแรง และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบัน
สิ่งที่จะเกิดขึ้นสำหรับไอ-โมบายในปีนี้คือ การปรับร้านสาขาของสามารถไอ-โมบายที่มีอยู่ 27 สาขาเป็นร้านรูปแบบใหม่คือ “OPEN” ซึ่งจะเป็นร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ แกดเจ็ต และรับชำระบิล ทั้งรูปแบบร้านและรถเคลื่อนที่ อีกรูปแบบคือร้านชื่อ “IFIXED” ซึ่งจะเป็นร้านรับซ่อมโทรศัพท์มือถือทุกยี่ห้อ รวมทั้งจำหน่ายแกดเจ็ตและรับชำระบิล
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับอี-คอมเมิร์ซด้วยการเตรียมเปิดเว็บไซต์ชื่อไทยแลนด์มอลล์ เพื่อจำหน่ายสินค้าไทยปลายเดือน มี.ค.นี้ การเปิดเว็บไซต์ WAPP-WAPP เพื่อจำหน่ายสินค้าและบริการทุกประเภทที่ลูกค้าต้องการภายใต้คอนเซ็ปต์สุขเกิดแก่เจ็บตายหิว รวมทั้งเว็บไซต์ไทยแลนด์เช็กอิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว โดยจะพัฒนาทั้งเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นบนมือถือ
ในส่วนของการปรับตัวเพื่อรับกับสังคมผู้สูงอายุนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาที่ดิน 60 ไร่เพื่อเปิดโฮมแคร์ คอมเพล็กซ์สำหรับผู้สูงอายุ โดยจะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือ รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น สินค้าเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยของผู้สูงอายุในบ้าน การประกันภัย และจะมีแกดเจ็ตเกี่ยวกับกีฬามาจำหน่าย เช่น แกดเจ็ตสำหรับจักรยานเป็นต้น
“มือถือของสามารถไอ-โมบายจากนี้ จะเน้นกลุ่มวัยรุ่นและผู้สูงอายุเป็นหลัก เพื่อโฟกัสตลาดที่ชัดเจนและหลีกเลี่ยงการแข่งขันในตลาดที่แข่งขันรุนแรงจากค่ายมือถืออื่นๆ และโอเปอเรเตอร์ โดยปีนี้คาดรายได้รวม 7,000 ล้านบาท”
อีกธุรกิจที่ถือเป็นอนาคตของกลุ่มสามารถ คือ ยูทรานส์ ที่ดูแลธุรกิจระบบไฟฟ้า เสาส่งไฟฟ้า และพลังงาน ซึ่งปัจจุบันมีงาน เช่น โรงไฟฟ้าที่กัมพูชา เมียนมา ระบบเสาส่งของวิทยุการบิน เป็นต้น ซึ่งปีนี้มีโครงการที่รอความชัดเจนหลายรายการไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ โซลาร์ฟาร์ม โครงการสายไฟฟ้าลงดิน เป็นต้น ซึ่งรวมแล้วคิดเป็นเงินลงทุนหลักแสนล้านบาท โดยปีนี้กลุ่มยูทรานส์คาดว่าจะมีรายได้ 5,000 ล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านบาท ในอีก 2 ปีจากนี้
หากสามารถผลักดันธุรกิจของยูทรานส์ให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ยูทรานส์จะเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ทดแทนมือถือและจะผลักดันเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 2-3 ปีจากนี้
ปิดท้ายด้วยกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจระบบรักษาความปลอดภัย ที่มีโครงการรอประมูลปีนี้รวม 2,000 ล้านบาท และบริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจนี้ก็มีโครงการจะเข้าประมูลอีกไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ 2,100 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กลุ่มสามารถเคยประกาศแผนระยะยาวในอีก 5 ปี หรือปี 2563 ว่าจะสามารถกวาดยอดขายรวมท้ังกลุ่มแตะ 1 แสนล้านบาท ซึ่งวันนี้ยอมรับว่าเป้าหมายดังกล่าวอาจจะต้องเลื่อนระยะเวลาออกไปก่อน เนื่องจากปัญหาความผันผวนทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้น







