
หวั่นจีนลากเศรษฐกิจไทยติดหล่ม
"ซีไอเอ็มบี ไทย" ชี้ จีนเป็นปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจทั่วโลก กระทบส่งออกแรง หวั่นติดลบ 4% ทำจีดีพีต่ำ 3%
"ซีไอเอ็มบี ไทย" ชี้ จีนเป็นปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจทั่วโลก กระทบส่งออกแรง หวั่นติดลบ 4% ทำจีดีพีต่ำ 3%
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่สำคัญในปีนี้ คือ เศรษฐกิจจีน เพราะยังมีโอกาสที่จีนใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินและตลาดทุน
ทั้งนี้ จีนกระทบไทย 2 ด้าน โดยทางตรงกระทบกับการส่งออกของไทย ซึ่งสัดส่วนการส่งออกไทยไปจีนสูงถึง 11% และส่งออกไทยไปฮ่องกงสัดส่วน 5% ซึ่งการที่จีนชะลอตัวเป็นความเสี่ยงการส่งออกให้ตลาดนี้ติดลบ
สำหรับผลกระทบทางอ้อม คือการส่งออกไปภูมิภาคที่ลดลง เพราะเศรษฐกิจอาเซียนพึ่งพาตลาดจีนมาก มีการนำเข้าสินค้าจากไทยเพื่อส่งออกไปจีน โดยตลาดส่งออกที่เสี่ยงหดตัว อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย
อย่างไรก็ดี ตลาดซีแอลเอ็มวี หรือกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม ยังเป็นโอกาสของนักธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตเป็นบวก โดยเฉพาะเวียดนาม ที่มีสัดส่วนการส่งออกเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากมาเลเซีย จะเป็นตลาดที่ประคับประคองการส่งออกได้
นอกจากนี้ต้องจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐมีผลต่อตลาดเงินตลาดทุน ล่าสุดสหรัฐชะลอขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 27 ม.ค. แต่ยังต้องติดตามใกล้ชิด หากปรับขึ้นในเดือนมี.ค. อาจจะเห็นเงินทุนไหลออกกดดันเงินบาทอ่อนค่าอีกครั้ง
"เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวแล้ว ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจโลกในภาวะที่ฝั่งเอเชียชะลอ แต่สหรัฐฟื้นไม่มีผลกับไทยมากนัก เพราะสหรัฐนำเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ส่วนไทยยังส่งออกสินค้าบริโภคอยู่" นายอมรเทพกล่าว
นายอมรเทพ ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 3.3% ภายใต้ความหวังคือการลงทุนภาครัฐที่เรียกความเชื่อมั่นการลงทุนภาคเอกชนให้กลับมา ขณะที่การส่งออกมองว่าทรงตัว 0% และราคาน้ำมันเฉลี่ย 35 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่จะทบทวนประมาณการลดต่ำลงกว่า 3% หากการส่งออกสินค้าหลัก คือ ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ชะลอ อาจทำให้ส่งออกติดลบ 4% ซึ่งเอกชนคงชะลอการลงทุนและกระทบต่อการบริโภคได้
ทั้งนี้ โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย คือ น้ำมัน ซึ่งแม้ไทยจะได้อานิสงส์จากการนำเข้าน้ำมันสุทธิ 6% ของจีดีพี ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดยังบวก แต่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตร ทำให้กำลังซื้อในภาคชนบทอ่อนแอต่อไป
อย่างไรก็ดี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐมีความจำเป็นเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจฐานรากไม่ให้ย่ำแย่ลงกว่านี้ เพราะคนค่อนประเทศอยู่ภาคเกษตร ที่มีปัญหาสะสมจากราคาสินค้า ภัยแล้ง และหนี้ครัวเรือนระดับสูง
"รัฐบาลต้อวทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อไม่ให้ปัญหาระดับล่างลากยาว จนกระทบระดับกลาง-บน โดยระยะยาวควรปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ดึงประชากรภาคเกษตรเข้าสู่ภาคบริการ และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร" นายอมรเทพ กล่าว







