
'วรรณ'ชูทริกเกอร์ตราสารหนี้
บลจ.วรรณ ลุ้นเงินไหลกลับไทย ออกทริกเกอร์เก็งกำไรตราสารหนี้ไทยเป้า 1 ปีได้ 3.3%
บลจ.วรรณ ลุ้นเงินไหลกลับไทย ออกทริกเกอร์เก็งกำไรตราสารหนี้ไทยเป้า 1 ปีได้ 3.3%
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ ประเมินว่า ตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทยจะยังได้รับอานิสงส์จากการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ที่เป็นผลมาจากการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบของธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจหลัก และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มส่งสัญญาณการชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น
“ยังมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการซื้อขายพันธบัตรอยู่ บลจ.วรรณ จึงเปิดขายกองทุนวรรณอินคัม พลัส 1Y ฟันด์ (ONE-INCOMEPLUS1Y) เน้นลงทุนตราสารหนี้ในประเทศ และมีเป้าหมายเลิกกองทุนเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนปรับผ่านที่ระดับ 10.33 บาท/หน่วย ภายใน 1 ปี หรือกำไร 3.3% ต่อปี ซึ่งมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ” นายวิน กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนไม่แตะระดับ 10.33 บาท/หน่วย เมื่อครบกำหนดอายุโครงการ 1 ปี กองทุนจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติที่ระดับราคาเป้าหมาย 10.15 บาท/หน่วย
“กองทุนจะแบ่งสัดส่วนการลงทุน 60% ตราสารหนี้ประเภท High Yield Bond ในประเทศ และ 40% ลงทุนพันธบัตรรัฐบาล โดยเน้นกลยุทธ์การลงทุนแบบซื้อขายจับจังหวะการปรับขึ้นของราคาพันธบัตร” นายวิน กล่าว
ทั้งนี้ กองทุน ONE-INCOMEPLUS1Y เปิดขายระหว่างวันที่ 27 ม.ค.-5 ก.พ.นี้ โดยกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ 5 แสนบาท
พร้อมกันนี้ นายวิน คาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 อัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศจะยังคงทรงตัว เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ เงินเฟ้อของประเทศให้เพิ่มขึ้น และป้องกันการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือน รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ
อย่างไรก็ดี บลจ.วรรณ คาดว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศมีโอกาสปรับขึ้นอีก 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1.75% ในช่วงครึ่งหลังของ 2559
ขณะที่การดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น กลุ่มประเทศยูโรโซน ญี่ปุ่น และจีน โดยการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จนทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.05% 0.10% และ 3.18% ตามลำดับ
นอกจากนี้ ตลาดยังคาดว่าเฟดมีแนวโน้มชะลอการขึ้นดอกเบี้ยจากเดือน มี.ค. ออกไปเป็นเดือน มิ.ย. เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งกระทบต่อการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก
“น้ำมันล้นตลาดและความต้องการใช้น้ำมันลดลง กดดันทิศทางราคาน้ำมันและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งเรามองว่ารัฐบาลของประเทศเศรษฐกิจหลักต้องเริ่มหาเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจะส่งผลเชิงบวกต่อปริมาณเม็ดเงินที่จะเข้ามาในระบบให้เพิ่มขึ้น ซึ่งตลาดตราสารหนี้จะเป็นหนึ่งสินทรัพย์ที่ได้ผลดีจากสภาพคล่องล้นระบบครั้งนี้” นายวิน กล่าว







