
บัวหลวงชูหุ้นเด่น-หลีกหุ้นเสี่ยง
บล.บัวหลวง มองหุ้นปีนี้ซบเซา ลดสินทรัพย์เสี่ยง เก็งกำไรแบงก์-สื่อสาร เลี่ยงอสังหาฯ
บล.บัวหลวง มองหุ้นปีนี้ซบเซา ลดสินทรัพย์เสี่ยง เก็งกำไรแบงก์-สื่อสาร เลี่ยงอสังหาฯ
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ หัวหน้าสายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง (BLS) เปิดเผยว่า ปี 2559 ตลาดหุ้นไทยซบเซา (Bearish) จากหลายปัจจัยรุมเร้าโดยเฉพาะจากต่างประเทศให้น้ำหนัก 2 เรื่องหลัก คือ ราคาน้ำมันตกต่ำ และการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ซึ่งมีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนของต่างชาติ ขณะที่ปัจจัยในประเทศก็แค่ประคับประคองรอการฟื้นตัว เพราะส่งออกและความเชื่อมั่นการลงทุนภาคเอกชนไม่ฟื้น
บล.บัวหลวง คาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยปีนี้ที่ 28 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังจากลดลงต่อเนื่อง และยังไม่เห็นจุดต่ำสุด รวมถึงความกังวลต่อการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทกลุ่มพลังงานในสหรัฐที่ยังคงผลิตน้ำมันต่ำกว่าต้นทุนการผลิตที่ 30 เหรียญสหรัฐ แพงกว่าผู้ผลิตน้ำมันในกลุ่มโอเปกที่ 18-20 เหรียญสหรัฐ มีผลต่อกระแสเงินสด และการจ้างงานที่ลดลงปัจจุบันเริ่มเห็นบางแห่งล้มละลายไปแล้ว ด้านธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยช่วงเดือน ก.ค.นี้
“ตลอดปีนี้หุ้นไทยจะผันผวนไม่ต่างจากปีก่อน แต่ครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะปัจจัยในประเทศจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นเมื่อตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ออกมา สอดคล้องกับเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ก.ค.นี้ คาดทั้งปีนี้จะขึ้นดอกเบี้ย3 ครั้ง มองว่าเงินทุนต่างชาติจะไหลกลับมาไตรมาส 4 ระหว่างนี้จะซื้อๆ ขายๆ ระยะสั้นเท่านั้น”
ทั้งนี้ คาดว่าดัชนีหุ้นสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,440 จุด เทียบพี/อี 15.5 เท่า จากปัจจุบันที่ 1,250-1,260 จุด ถือว่ายังให้ผลตอบแทน 12.5% และเงินปันผล 3.6% เป็นจังหวะเริ่มเข้าลงทุนได้มองอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ที่ 93 บาท จากปีก่อน72 บาท
สำหรับคำแนะนำการจัดพอร์ตปีนี้ลดสินทรัพย์เสี่ยงจากปีก่อนอยู่ที่ 60% ตั้งแต่หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ทองคำ น้ำมัน ให้ไปลงทุนตราสารเงิน ตราสารหนี้ พันธบัตรระยะสั้น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และเก็บเงินสดมากขึ้น
กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นแนะให้เทรดดิ้งกลุ่มสื่อสารฟื้นตัวอีก 3 ปี ระหว่างทางเก็งกำไรได้หรือเล่นรอปันผล กลุ่มธนาคารพาณิชย์ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว กลุ่มน้ำมันและปิโตรเคมีที่ขึ้นและลงล้อไปตามราคาน้ำมัน เพราะเมื่อราคาน้ำมันร่วงระดับหนึ่งก็จะมีแรงซื้อกลับ ส่วนการลงทุนระยะยาว 3-6 เดือน ถือเป็นจังหวะเข้าสะสมได้ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจประกันภัย และห้างค้าปลีก
ขณะที่หุ้นที่ต้องระมัดระวังแนะให้ผู้ลงทุนหลีกเลี่ยงคือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวลง สินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าเกษตรก็ยังอยู่ในช่วงขาลง และกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ ส่วนกลุ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะรับเหมาก่อสร้างมองว่ามูลค่าหุ้นปรับขึ้นไปเกินมูลค่าที่แท้จริงแล้ว







