
ผู้บริหารบจ.ชอบโม้เจอจำคุก-ปรับ
ก.ล.ต.เตรียมลงโทษ ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนให้ข่าวเท็จ วางโทษจำ-ปรับ ปกป้องนักลงทุน
ก.ล.ต.เตรียมลงโทษ ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนให้ข่าวเท็จ วางโทษจำ-ปรับ ปกป้องนักลงทุน
นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต.ดำเนินการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ในหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือการออกบทลงโทษผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) กรณีให้ข้อมูลคาดการณ์ทิศทางผลการดำเนินงานและแผนการดำเนินงานที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริง ไม่สมเหตุสมผล หรือให้ข้อมูลเท็จ ซึ่งขณะนี้เรื่องอยู่ในขั้นตอนจะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณไตรมาส 3/2559
"การแก้ไขดังกล่าวเพื่อปกป้องนักลงทุน เพราะการให้ข่าวของ ผู้บริหารนั้นจะมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนในการซื้อขายหุ้น และจะทำให้ผู้บริหาร บจ.มีความระมัดระวังในการให้ข้อมูล เพราะบทลงโทษนั้นจะมีทั้งอาญาและปรับ จากปัจจุบันไม่มีบทลงโทษ" นายสมชาย กล่าว
ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนสามารถให้ข่าวหรือข้อมูลคาดการณ์ทิศทางผลการดำเนินงานในอนาคตได้ แต่ต้องมีเหตุผลที่สมเหตุสมผลมารองรับ ซึ่ง ก.ล.ต.จะมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์ วิชาการต่างๆ เข้ามาช่วยพิจารณา หากพบว่าเป็นการให้ข้อมูลไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงและไม่สมเหตุสมผล ก.ล.ต.จะดำเนินการลงโทษ
สำหรับผู้สื่อข่าวที่มีการสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน ควรบันทึกเสียงการให้สัมภาษณ์ไว้เป็นหลักฐาน เพราะที่ผ่านมาเมื่อสื่อเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหาร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ มีผลต่อการซื้อขายหุ้น และทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ให้ผู้บริหารชี้แจงข้อมูลดังกล่าว แต่ทางผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนจะชี้แจงว่าไม่ได้เป็นผู้ให้ข่าวดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสื่อ ทำให้ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ และหากมีนักลงทุนร้องเรียนเกิดขึ้น ก.ล.ต.ถึงจะสามารถดำเนินการสอบสวน หากสื่อหลายฉบับมีการเผยแพร่ข่าวเหมือนกัน สามารถประเมินได้เบื้องต้นแล้วว่าผู้บริหารเป็นผู้ให้ข่าวจริง แต่ถ้ามีการเผยแพร่ฉบับเดียวนั้นก็ยากที่จะตรวจสอบ เพราะไม่รู้ว่าใครพูดจริง ซึ่งหากมีเทปอัดเสียงไว้จะเป็นหลักฐานที่ดี
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการสอบสวนนั้น ก.ล.ต.จะเชิญนักข่าวและผู้บริหารเข้ามาให้ข้อมูล โดยหากพบผู้ที่กระทำผิดนั้นจะต้องมีการชดเชยค่าเสียหายให้แก่นักลงทุนที่ร้องเรียน
นายสมชาย กล่าวอีกว่า ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการพิจารณาความผิด กรณีบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ซื้อขายหุ้นตัดหน้าลูกค้า (Front Running) เนื่องจาก ก.ล.ต.พบว่ามีบริษัทหลักทรัพย์บางรายมีการรับคำสั่งซื้อหรือขายหลักทรัพย์จากนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ แต่มีการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ดังกล่าวในบัญชีซื้อขายของตัวเองก่อนแล้วค่อยซื้อให้กับลูกค้า
"ก.ล.ต.รู้ข้อมูลนี้จากการที่การซื้อขายหลักทรัพย์จะต้องมีการรายงานข้อมูลแก่ ก.ล.ต. ว่ามีการซื้อขายหลักทรัพย์ตัวเดียวกันในเวลาที่ใกล้เคียงกัน โดยถือว่าการ กระทำดังกล่าวเป็นการเอาเปรียบลูกค้า ในการนำข้อมูลดังกล่าวที่ได้มาสร้างประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมานั้นยังไม่ได้มีบทลงโทษการกระทำความผิด" นายสมชาย กล่าว
ปัจจุบัน ก.ล.ต.กำลังปรับปรุงหลักเกณฑ์และบทลงโทษหลายเรื่อง เช่น คณะกรรมการ ก.ล.ต.มอบหมายให้สำนักงานศึกษาทบทวนเกณฑ์การกระทำความผิดของผู้บริหาร บจ. ในกรณีที่ใช้ข้อมูลไม่เป็นธรรมให้มีความเข้มข้นมากขึ้น เช่น การใช้ข้อมูลภายใน (อินไซ เดอร์) ในการซื้อขายหุ้นและการสร้างราคาหุ้นหลังจากเกณฑ์นี้ใช้มานาน 10 ปี รวมถึงการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอขั้นต่ำเพื่อป้องกันการสร้างราคาหุ้น







