
ลุ้นคลื่น 900 MHz
โดย...บล.เอเซีย พลัส
โดย...บล.เอเซีย พลัส
นับแต่การประมูล 4จี คลื่น 900 MHz ที่ดุเดือดได้ผ่านพ้นไปเมื่อช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าที่สูงเป็นประวัติการณ์ ปรากฏว่าทั้งบริษัทในกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ผู้ชนะการประมูลทั้งสองราย ยังไม่มีรายใดมาชำระเงินประมูลคลื่น 900 MHz งวดแรก 8,040 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองรายมีกำหนดเวลาชำระเงินงวดแรกภายใน 90 วัน นับตั้งแต่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประกาศรับรองผลการประมูล (21 ธ.ค. 2558) หรือยังมีเวลาถึงวันที่ 21 มี.ค. 2559
ทั้งนี้ การจ่ายเงินค่าใบอนุญาต 900 MHz แบ่งเป็นงวดแรก 8,040 ล้านบาท งวดที่ 2 อีก 4,020 ล้านบาท ภายใน 15 วัน เมื่อครบ 2 ปีหลังจากชำระงวดแรก งวดที่ 3 อีก 4,020 ล้านบาท ภายใน 15 วัน เมื่อครบ 3 ปีหลังจากชำระงวดแรก และงวดที่ 4 จำนวนที่เหลือภายใน 15 วัน เมื่อครบ 4 ปีหลังจากชำระงวดแรก) โดยการจ่ายเงินงวดแรกจะต้องมาพร้อมกับหนังสือค้ำประกันจากธนาคารเท่ากับยอดวงเงินที่จะต้องจ่าย 3 งวดที่เหลือ กสทช.จึงจะสามารถออกใบอนุญาตให้ได้
ความคืบหน้าล่าสุดได้มีธนาคารเจ้าหนี้บางรายอยู่ในระหว่างการพิจารณาออกหนังสือค้ำประกันให้กับทั้งสองราย ดังนี้ TRUE จะต้องขอแบงก์การันตีเป็นมูลค่ากว่า 8.8 หมื่นล้านบาท (ใบอนุญาต 1800 MHz 2 หมื่นล้านบาท และ 900 MHz อีก 6.8 หมื่นล้านบาท) โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เป็นเจ้าภาพหลัก
อย่างไรก็ตาม SCB มี Single Lending Limit (SLL) ราว 6 หมื่นล้านบาท จึงจำเป็นต้องมีธนาคารรายอื่นมาร่วมออกหนังสือค้ำประกันด้วย อาทิ ธนาคารกสิกรไทย-KBANK (SLL : 6.2 หมื่นล้านบาท) ธนาคารกรุงเทพ-BBL (SLL : 8.5 หมื่นล้านบาท) ธนาคารกรุงไทย-KTB (SSL : 5.6 หมื่นล้านบาท) และธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB) เป็นต้น หากพิจารณาในแง่ของความแข็งแกร่งของฐานเงินทุนที่มีกลุ่มซีพี และไชน่า โมบายล์ ที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แล้ว เชื่อว่า TRUE น่าจะสามารถขอกู้ได้
แต่ด้วยภาระที่สูงในช่วงแรกทั้งจากค่าตัดจำหน่ายใบอนุญาตทั้งสองใบ (900 และ 1800 MHz) รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ตามมาจากการลงทุน ขณะที่การแย่งชิงลูกค้าจากคู่แข่ง โดยใช้ความได้เปรียบด้านศักยภาพคลื่นที่เหนือกว่า คาดว่าจะต้องค่อยเป็นค่อยไป จึงเชื่อว่า TRUE น่าจะกลับมาเผชิญผลขาดทุนอีกครั้ง จึงยังแนะนำให้เปลี่ยน (ภายใต้มูลค่าพื้นฐานที่ 6.8 บาท)
ขณะที่ JAS จะต้องขอหนังสือค้ำประกันเป็นมูลค่ากว่า 6.8 หมื่นล้านบาท ขณะนี้มี BBL ที่เตรียมพิจารณาปล่อยกู้ ขณะที่ KBANK แม้อาจร่วมปล่อยกู้ด้วย แต่ยังให้เงื่อนไขว่าต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงธุรกิจที่เหมาะสมเท่านั้น
ซึ่งหากพิจารณาความเสี่ยงการรุกสู่ธุรกิจมือถือของ JAS ค่อนข้างสูง เพราะเสียเปรียบรายเดิมแทบทุกด้าน กล่าวคือ ยังไม่มีฐานลูกค้า หรือมีโครงข่ายให้บริการ อีกทั้งยังประมูลคลื่นที่จะใช้บริการมาในราคาแพง ซึ่งลำพังเพียงต้นทุนค่าตัดจำหน่ายค่าคลื่นสูงถึงปีละ 5,000 ล้านบาทแล้ว โดยยังสูงเกิน 2 เท่าตัว
จากคาดการณ์ในรายได้ธุรกิจใหม่ในปีแรกที่ 2,100 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ที่ให้มองโลกในแง่ดีปีแรก JAS มีลูกค้า 7 แสนราย (30% ของฐานลูกค้าธุรกิจปัจจุบันอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง) และมีรายได้ต่อเลขหมาย (APRU) สูงราว 500 บาท
ดังนั้น จึงคาดว่า JAS มีความเสี่ยงขาดทุนจากธุรกิจใหม่ บั่นทอนกำไรธุรกิจเดิม ขณะที่ราคาปัจจุบันสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานที่ 2.80 บาท จึงยังคงแนะนำขายภาพรวม จึงยังต้องติดตามสถานการณ์ความคืบหน้าของการมาชำระเงินค่าประมูลคลื่น 900 MHz
ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่สามารถชำระได้ ปัจจุบัน กสทช.มีแนวทางเพียงจะยึดค่าประกันที่วางไว้ก่อนประมูลจำนวนราว 644 ล้านบาท ขณะที่คลื่นที่ผู้ชนะไม่มาชำระเงินยังไม่มีการออกหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนไว้ก่อนหน้านี้ หากจะเลื่อนให้ผู้ชนะลำดับถัดไป (สลอตของ JAS คือ DTAC ส่วนสลอตของ TRUE คือ ADVANC) คงต้องได้รับความยินยอมจากรายดังกล่าวด้วย หรือจะเป็นการนำคลื่น 900 MHz กลับมาประมูลใหม่ ซึ่ง กสทช.จะสามารถหาแนวทางเรียกค่าชดเชยเงินค่าประมูลที่ กสทช.ได้รับน้อยกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่







