
NWRเปิดปีคว้า2งาน
NWR ได้งานใหม่ 1,000 ล้าน หวังรายได้โต 10-15% ปี 2558 เกินเป้า STEC พร้อมคว้างานรัฐ
NWR ได้งานใหม่ 1,000 ล้าน หวังรายได้โต 10-15% ปี 2558 เกินเป้า STEC พร้อมคว้างานรัฐ
นางวัฒนา สัมนาวงศ์ กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ (NWR) เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัทได้ร่วมลงนามก่อสร้างกับสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินงานปรับปรุงระบบระบายน้ำพระราชวังสวนจิตรลดา มูลค่า 15.20 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 240 วัน และก่อนหน้าได้รับงานก่อสร้างท่าเทียบเรือ A จากการท่าเรือมูลค่า 1,098 ล้านบาท ซึ่งมีระยะเวลาในการก่อสร้าง 690 วัน
นายประสันต์ สวัสดิบุรี รองกรรมการผู้จัดการแผนกธุรกิจใหม่และวางแผนกลยุทธ์ NWR กล่าวว่า ปี 2559 เป็นปีที่มีสัญญาณที่ดีในการทำธุรกิจ หลังจากบริษัทได้มีการรับงานใหม่เข้ามาตั้งแต่ในช่วงต้นปี ซึ่งบริษัทจะมีการยื่นประมูลงานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะเพิ่มงานในมือให้มีมากเพียงพอในการสร้างรายได้ โดยในปีนี้บริษัทคาดหวังว่ารายได้จะเติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 10-15% และคาดหวังว่าจะเข้าประมูลงานใหม่ๆประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท
“ปี 2558 ถือว่าเป็นปีที่ดี เพราะบริษัทสามารถปิดงานประมูลใหม่ๆ เข้าพอร์ตมาได้เกินเป้าหมายที่วางไว้เดิมคาดว่าจะมีงานใหม่เข้ามาประมาณ 5,000 ล้านบาท แต่สุดท้ายบริษัทสามารถชนะประมูลและหางานใหม่เข้ามาได้กว่า 6,200-6,300 ล้านบาท ทำให้งานในมือเพิ่มมาอยู่ที่ 1.3-1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งงานใหม่ที่เพิ่มเข้ามาทำให้รายได้ปี 2558 ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ คือจะโตจากปี 2557 ประมาณ 10-15% โดยปี 2557 มีรายได้ 7,891 ล้านบาท”
ทั้งนี้ ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา บริษัทได้มีปรับลดเป้าหมายรายได้ลงจากเดิมที่ตั้งไว้ 10-15% เหลือเพียง 5-10% หลังจากงานออกมาไม่มากนัก แต่สุดท้ายงานใหม่เข้ามามากกว่าเป้า จึงทำให้รายได้ปี 2558 จะกลับขึ้นไปโตตามเป้าหมายเดิมที่วางไว้ว่าจะโต 10-15%
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่างานที่ออกมาไม่มากอย่างที่หวังทำให้เกิดการแข่งขันกันในการประมูล โดยเฉพาะการแข่งขันในเรื่องของราคาที่ยื่นประมูล ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ไม่สูงมากนัก บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 6-8% ซึ่งมาร์จิ้นก็ขึ้นอยู่กับงานและขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแข่งขันในขณะนั้นด้วย
สำหรับกรณีที่รัฐบาลจะเร่งการลงทุนก่อสร้างในปีนี้วงเงิน 9 แสนล้านบาท ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง แต่ธุรกิจก็คาดหวังกับงานรัฐที่จะออกมาหลายปีแล้ว ซึ่งก็ต้องดูว่าจะออกมาจริงมากน้อย อย่างไรก็ตามถ้าออกมามากก็เป็นเรื่องดี ซึ่งการรองานของภาครัฐเกิดขึ้นในผู้รับเหมาทุกราย และเมื่อไม่มีก็เห็นการขยายไลน์การก่อสร้างไปในงานต่างๆ กันมากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันในเรื่องของราคากันในทุกๆ งานก่อสร้าง
NWR มีการกระจายความเสี่ยงด้วยการรับงานระหว่างรัฐและเอกชน จากก่อนหน้างานรัฐมีสัดส่วน 60% งานเอกชน 40% แต่ขณะนี้งานเอกชนขยับมาอยู่ที่ 60% และงานรัฐ 40% เพราะต้องการยืดหยุ่น และขณะเดียวกัน ได้ขยายไปสู่การทำธุรกิจอสังหาริม ทรัพย์ด้วยในชื่อบริษัท มานะพัฒนา การ ซึ่งได้เริ่มทำโครงการคอนโด มิเนียมซอยลาซาล ถือว่าได้รับการตอบรับดีและช่วงปลายปีจะเปิดโครงการบ้านเดี่ยวที่รังสิตคลอง 3 มูลค่า 800 ล้านบาท ทำให้รายได้จากอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วน 3.5% ในรายได้รวมและจะขึ้นมาเป็น 5-10% ของรายได้รวมในปีนี้
สำหรับการร่วมถือหุ้นกับบริษัทชาญอิสสระ ในสัดส่วน 40% ในการทำคอนโดถือว่าเห็นผลดี เดิมตั้งเป้าว่าจะมีรายได้จากการลงทุน 400 ล้านบาท แต่ทำได้ดีเกินเป้าหมาย คาดว่าจะขึ้นมาอยู่ที่ 700 ล้านบาท ผลจากมาตรการรัฐทำให้ผู้ซื้อมีการเร่งโอนกันมากขึ้น
ด้าน การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) นายประสันต์ กล่าวว่า บริษัทมีประสบการณ์จากการออกไปรับงานต่างประเทศ ทั้งการสร้างเขื่อนที่ สปป.ลาว และงานที่เมียนมา ที่ผ่านมาบริษัทออกไปทำอย่างต่อเนื่องและประมูลงานอยู่เรื่อยๆ แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะชนะหรือไม่ ทำให้รายได้จากงานต่างประเทศมีสัดส่วนไม่ถึง 5% ของรายได้รวม
นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) กล่าวว่า หากรัฐเร่งการลงทุนเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและมีการลงทุนในโครงการต่างๆ มูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาท ตามที่เป็นข่าวออกมา ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับอุตสาห กรรม ซึ่ง STEC พร้อมที่จะร่วมประมูลในทุกงานของภาครัฐที่ออกมา เพราะมีความพร้อมทั้งในเรื่องทุน ประสบการณ์ และทีมงาน
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศ ไทย) คาดว่า ไตรมาส 4 ปี 2558 STEC จะมีกำไรสุทธิ 261 ล้านบาท ลดลง 30% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดปีก่อน แต่ปีนี้จะดีขึ้นหลังจากมีการประมูลงานใหม่ที่คาดว่าจะมีประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท และยังคงแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเหมาะสมหุ้นละ 30 บาท
ราคาหุ้น NWR ปิดที่ 1.18 บาท บวก 0.07 บาท และ STEC ปิดที่ 21.70 บาท ลดลง 0.60 บาท







