
เกียรตินาคินชิงเค้กให้กู้บุคคล
เกียรตินาคินสู้ศึกสินเชื่อบุคคลและเอสเอ็มอีรายเล็ก ตั้งเป้าให้กู้ 1 หมื่นล้านใน 3 ปี
เกียรตินาคินสู้ศึกสินเชื่อบุคคลและเอสเอ็มอีรายเล็ก ตั้งเป้าให้กู้ 1 หมื่นล้านใน 3 ปี
นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน เปิดเผยว่า ปี 2559 จะเป็นปีแห่งการเติบโตทุกด้าน โดยตั้งเป้าสินเชื่อเชิงรุกเติบโต 15% จากยอดคงค้างสิ้นปีที่ผ่านมา 1.78 แสนล้านบาท หดตัว 3.6% สาเหตุจากสินเชื่อเช่าซื้อหดตัว 6.4% สินเชื่อธุรกิจหดตัว 3.8% ขณะที่สินเชื่อบรรษัทเติบโต 51.8%
สำหรับปีนี้จะเริ่มต้นรุกขยายฐานลูกค้าสินเชื่อบุคคลหน้าใหม่ จากเดิมจะมาจากลูกค้าสินเชื่อเช่าซื้อเท่านั้น โดยมีการตั้งทีมขายตรงและขายทางโทรศัพท์ 300 คน เบื้องต้นเน้นผู้มีรายได้ประจำ 4-5 หมื่นบาท/เดือน นำร่องเขต กทม.และปริมณฑล ตั้งเป้ามียอดคงค้าง 1 หมื่นล้านบาท ใน 2-3 ปี จากปัจจุบัน 2,000 ล้านบาท รวมทั้งจะขยายสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รายเล็ก วงเงินไม่ถึง 10 ล้านบาท คาดว่าจะมียอดสินเชื่อในปีแรก 3,000-4,000 ล้านบาท
“สินเชื่อบุคคลและเอสเอ็มอีรายเล็กจะอยู่ในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยที่มีฐานเกือบเป็นศูนย์ ซึ่งตอนนี้โมเดลพร้อมและมีระบบบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม โดยสินเชื่อใหม่ที่เข้ามาจะทำให้สัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อลดลงจาก 65% เหลือ 50% ของสินเชื่อรวม ภายใน 3 ปี” นายอภินันท์ กล่าว
สำหรับธุรกิจเดิมนั้นตั้งเป้าสินเชื่อเช่าซื้อเติบโต 3% ซึ่งมีสัญญาณที่ดีในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วที่เติบโต 0.4% ส่วนสินเชื่อธุรกิจจะเติบโตจากภาคอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัว และจะขยายไปอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง ขณะที่สินเชื่อบรรษัทตั้งเป้าเติบโต 100% จากยอดคงค้าง 8,774 ล้านบาท ในสิ้นปีที่แล้ว
ขณะเดียวกัน ธนาคารมุ่งควบคุมคุณภาพหนี้ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ลดลงเหลือ 4.5% จาก 5.8% เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา และมีโอกาสจะตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มตามปกติ แต่ไม่น่าจะมีการตั้งสำรองพิเศษเหมือนปีที่ผ่านมา ทำให้สัดส่วนสำรองต่อหนี้เสียอยู่ที่ 91.9% และสำรองพึงกันตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 160%
นายชวลิต จินดาวณิค ประธานสายการเงินและงบประมาณ ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวว่า ธนาคารมีแผนออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเงินกองทุนขั้นที่ 2 วงเงินไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้อัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะอยู่ที่ประมาณ 18% จากปัจจุบันอยู่ที่ 16.54%







