
สร้างเถ้าแก่ใหม่
ดำริทางนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาระบุให้ธนาคารพาณิชย์
ดำริทางนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาระบุให้ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐดำเนินการปล่อยกู้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เกิดใหม่และเป็นรายเล็กรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ถือเป็นนโยบายที่ดีและควรให้การสนับสนุนและทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง
เพราะในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เน้นการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีขนาดกลาง ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่มีฐานะการดำเนินงานดีเท่านั้น ยิ่งในส่วนของธนาคารพาณิชย์ที่เน้นการทำกำไรเป็นหลักจะปล่อยให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นลูกค้ารายที่มีคุณภาพที่ดีเกือบทั้งหมด ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะไม่มีเงินทุนมาก่อร่างสร้างตัว ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจถูกจำกัดอยู่ในวงแคบที่เป็นผู้ประกอบการรายเดิมเท่านั้น
หากรัฐบาลประกาศนโยบายหลักที่จะสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีความคิดดี มีนวัตกรรมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างฐานธุรกิจขึ้นมาในประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาทางสกัดจุดที่เป็นปัญหา และสร้างกระบวนการเข้าถึงแหล่งเงินของผู้ประกอบการรายใหม่อย่างเป็นระบบ และทำให้เป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ รัฐบาลควรหาทางให้ธนาคารปรับเงื่อนไขการปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ปัจจุบันการปล่อยกู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องดำเนินกิจการมาอย่างน้อย 2 ปี และมีกำไรติดต่อกัน 2 ปี ลงมาให้ได้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการปิดกั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เลย
อย่างไรก็ตาม หากจะยกเลิกข้อกำหนดดังกล่าว รัฐบาลจำเป็นจะต้องเปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์คิดดอกเบี้ยได้ตามความเสี่ยงที่เกิดขึ้น แต่ต้องดูแลอย่างเป็นธรรม หากมีความเสี่ยงมากก็คิดดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริงมากขึ้น แม้ว่าจะมีต้นทุนที่สูงก็ตาม
ทั้งนี้ เพื่อลดภาระแก่ผู้ประกอบการรายใหม่ รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดตั้งกองทุนมาสนับสนุนหรือเข้าร่วมทุนกับกลุ่มที่มีความคิดดี มีอนาคตด้วย
อย่าดำเนินการหว่านเม็ดเงินลงไปผ่านระบบธนาคารเพื่อช่วยเหลือเป็นการชั่วคราวเช่นในอดีต เพราะมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้ธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 4% รวม 2 ก้อน 1.5 แสนล้านบาทนั้น คือข้อผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่สุดในทางนโยบาย เนื่องจากธนาคารส่วนใหญ่นำไปปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นลูกค้ารายเดิมแทบทั้งสิ้น ขณะที่รายใหม่กลับได้รับเงินกู้มาใช้ในการสร้างกิจการน้อยมาก แทบไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำไป
นอกจากนี้ รัฐบาลควรยกปัญหาการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกิดใหม่ให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการคอยติดตามปัญหา หาแนวทางมาตรการแก้ไขแบบครบวงจร เพื่อสร้างสังคมเถ้าแก่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย







