posttoday
ความผิดเกี่ยวกับการประจานผู้อื่น

ความผิดเกี่ยวกับการประจานผู้อื่น

21 มกราคม 2559

ปัจจุบันมีการประจานบุคคลอื่นในเรื่องส่วนตัวทางโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก รวมทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์และติดประกาศหรือใส่ความผู้อื่นในหลายลักษณะ เช่น การประกาศจับผู้อื่น หรือการด่าผู้อื่นโดยใช้อักษรย่อ แต่สามารถคาดเดาได้ว่าหมายถึงใคร ซึ่งปรากฏตามสื่อทุกแขนง การกระทำดังกล่าวมีความผิดทางกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 มีโทษทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้แล้วยังต้องรับผิดฐานละเมิด โดยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการทำให้ชื่อเสียงของผู้อื่นได้รับความเสียหายอีกส่วนหนึ่ง จึงฝากเตือนไปยังท่านผู้อ่านทั้งหลายว่า การนำเรื่องส่วนตัวของบุคคลอื่นมาพูดทางโซเชียลมีเดียหรือสื่อสารมวลชน มีความผิดและไม่ได้รับการยกเว้นโทษ เพราะการพูดเรื่องส่วนตัวของบุคคลอื่นนั้น ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือสาธารณะ เร็วๆ นี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีบทบัญญัติห้ามมิให้ตำรวจนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าว หากตำรวจนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าว ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถือว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การที่ตำรวจนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าว หากผู้ต้องหาได้รับความเสียหายก็มีสิทธิฟ้องตำรวจเป็นคดีอาญาได้ในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งเคยมีผู้ต้องหาฟ้องเป็นคดีอาญา ข้อหาหมิ่นประมาทมาแล้ว

ปัจจุบันมีการประจานบุคคลอื่นในเรื่องส่วนตัวทางโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก รวมทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์และติดประกาศหรือใส่ความผู้อื่นในหลายลักษณะ เช่น การประกาศจับผู้อื่น หรือการด่าผู้อื่นโดยใช้อักษรย่อ แต่สามารถคาดเดาได้ว่าหมายถึงใคร ซึ่งปรากฏตามสื่อทุกแขนง การกระทำดังกล่าวมีความผิดทางกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 มีโทษทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้แล้วยังต้องรับผิดฐานละเมิด โดยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการทำให้ชื่อเสียงของผู้อื่นได้รับความเสียหายอีกส่วนหนึ่ง จึงฝากเตือนไปยังท่านผู้อ่านทั้งหลายว่า การนำเรื่องส่วนตัวของบุคคลอื่นมาพูดทางโซเชียลมีเดียหรือสื่อสารมวลชน มีความผิดและไม่ได้รับการยกเว้นโทษ เพราะการพูดเรื่องส่วนตัวของบุคคลอื่นนั้น ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือสาธารณะ เร็วๆ นี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีบทบัญญัติห้ามมิให้ตำรวจนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าว หากตำรวจนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าว ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถือว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การที่ตำรวจนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าว หากผู้ต้องหาได้รับความเสียหายก็มีสิทธิฟ้องตำรวจเป็นคดีอาญาได้ในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งเคยมีผู้ต้องหาฟ้องเป็นคดีอาญา ข้อหาหมิ่นประมาทมาแล้ว

ตัวอย่างคดีเกี่ยวกับการประจานผู้อื่น

การประกาศโฆษณาทวงหนี้ในหนังสือพิมพ์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2499/2526

จำเลยนำข้อความลงในหนังสือพิมพ์รายวัน “ประกาศจับ ส. (โจทก์) ในข้อหาหรือฐานความผิดยักยอกทรัพย์ ผู้ใดพบเห็นหรือชี้แนะได้ ให้นำส่งสถานีตำรวจ” และลงรูปโจทก์ไว้ข้างข้อความดังกล่าว โดยปรากฏว่าขณะจำเลยนำข้อความตามฟ้องและรูปโจทก์ไปลงโฆษณานั้น จำเลยก็ทราบว่าโจทก์รับราชการมีที่อยู่ที่แน่นอน ซึ่งจำเลยอาจนำเจ้าพนักงานไปจับกุมโจทก์ตามหมายจับได้โดยง่าย ไม่มีความจำเป็นต้องลงโฆษณาประกาศจับทางหนังสือพิมพ์และข้อความที่ลงโฆษณาย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์เป็นคนทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง เรื่องที่จำเลยลงโฆษณาก็เป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน แม้พนักงานสอบสวนจะออกหมายจับโจทก์จริงการกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตามมาตรา 328

การใส่ความผู้อื่นโดยระบุอักษรย่อ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1513/2551 การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ.มาตรา 326 และ 328 นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าใคร หรือถ้าหากไม่ระบุผู้ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่า หมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะและความผิดฐานหมิ่นประมาทที่ได้กระทำโดยโฆษณาทางหนังสือพิมพ์นั้นต้องพิเคราะห์จากข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ตามฟ้องเท่านั้นว่าผู้อ่านสามารถทราบหรือไม่ว่าบุคคลที่กล่าวอ้างตามที่ลงพิมพ์นั้นเป็นผู้ใด ข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ไม่มีข้อความในที่ใดที่ระบุชื่อและนามสกุลของโจทก์หรือพอจะให้ทราบว่าได้ว่าเป็นโจทก์ และข้อความว่า “ผู้บังคับการ พ. กองบังคับการหมายเลข 5 ที่กำลังจะเกษียณในปี 2546 ได้ไป 3 ล้านบาท ทำทุนหลังเกษียณ” นั้นก็ไม่ได้ระบุชื่อโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ใด ชื่อที่ระบุเป็นเพียงอักษรย่อเท่านั้น และมิได้ระบุนามสกุล ทั้งสถานที่ทำงานก็ไม่ชัดเจนว่าเป็น
ที่ใด บุคคลทั่วไปที่อ่านข้อความย่อมไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้ว่าอักษรย่อ พ. หมายความถึงผู้ใดและเป็นเรื่องจริงตามที่ลงพิมพ์หรือไม่ หากต้องการรู้ความหมายว่าเป็นผู้ใดก็ต้องไปสืบเสาะค้นหาเพิ่มเติม ทั้งไม่แน่ว่าหลังจากการสืบเสาะค้นหาเพิ่มเติมแล้วจะเป็นตัวโจทก์จริงหรือไม่ และหากหลังจากสืบเสาะค้นหาแล้ว จึงทราบว่าหมายความถึงโจทก์ก็มิใช่ทราบจากข้อความที่พิมพ์ แต่ทราบความหมายจากการที่บุคคลผู้นั้นได้สืบเสาะค้นหาข้อเท็จจริงมาเองในภายหลัง หาได้ทราบว่าหมายความถึงโจทก์โดยอาศัยข้อความจากหนังสือพิมพ์ท้ายฟ้องไม่ ลำพังเพียงข้อความตามที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวยังไม่เป็นข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2466/ 2551 ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ.มาตรา 328 นั้น จะต้องเป็นการใส่ความบุคคลอื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ตามที่บทบัญญัติไว้ในมาตรา 326 แห่ง ป.อ.ด้วย แต่ข่าวในหนังสือพิมพ์ระบุชื่อบุคคลที่ถูกใส่ความว่า ม. โจทก์ไม่มีพยานมาเบิกความยืนยันได้ว่ามีบุคคลที่สามทราบว่านามปากกา ม. ตามข้อความในหนังสือพิมพ์ ร. หมายถึงผู้เสียหาย ดังนั้นแม้จะฟังว่าจำเลยเป็นคนเขียนข้อความดังกล่าว การกระทำของจำเลยก็ยังไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท เนื่องจากไม่มีบุคคลที่สามทราบว่า ม. คือใคร

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326  ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14  ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี