
แบงก์รัฐแข็งแกร่งขึ้น แต่เอ็นพีแอลยังพุ่ง
เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นมาจากสินเชื่อธุรกิจ โดยมีสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมสูงขึ้นเป็น 9.2%
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยผลการดำเนินงานของระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จำนวน 8 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) พบว่ามียอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2558 สถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 8 แห่ง มียอดคงค้างเอ็นพีแอล 2.25 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 10.8% ถือเป็นอัตราการเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 และ 2 ที่เพิ่มขึ้น 7% และ 10.7% ตามลำดับ นอกจากนี้ หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เอ็นพีแอลในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นถึง 9.1% ขณะที่ไตรมาส 2 มีอัตราเพิ่มจากไตรมาสก่อนหน้า 2.9%
ทั้งนี้ เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นมาจากสินเชื่อธุรกิจ โดยมีสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมสูงขึ้นเป็น 9.2% เทียบกับ 8.6% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภค มีสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมเพิ่มในอัตราต่ำกว่า คืออยู่ที่ 5.9% เทียบกับ 5.5% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล มีสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อแต่ละประเภททรงตัว ที่ 4.8% และ 3.1% ตามลำดับ
สำหรับสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loan : SM หรือมียอดสินเชื่อค้างชำระเกินกว่า 1 เดือนถึง 3 เดือน) ของสถาบันการเงินทั้ง 8 แห่ง มียอดคงค้าง 1.4 แสนล้านบาท โดยสัดส่วนสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษต่อสินเชื่อรวม (SM Ratio) ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2558 อยู่ที่ 3.7% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่อยู่ที่ 2.7% แต่สัดส่วนดังกล่าวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีสัดส่วน 4.2% ของสินเชื่อรวม
ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจได้มีการกันสำรองอยู่ในระดับที่สูงเพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงดังกล่าว โดยมีสัดส่วนการกันสำรองต่อเอ็นพีแอล คิดเป็น 147.6% ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2558 ขณะที่เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) อยู่ที่ 12% แม้จะอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการดำเนินงานในอนาคต แต่สัดส่วนดังกล่าวลดลงจากไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2558 ที่ 12.3% และ 12.2% ตามลำดับ
ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2558 ระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีกำไรสุทธิ 2.74 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2,406 ล้านบาท เนื่องจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น โดยกำไรดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 และ 2 ที่มีกำไร 3,713 และ 14,206 ล้านบาทตามลำดับ สอดคล้องกับความสามารถในการทำกำไรต่อสินทรัพย์เฉลี่ย ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 0.8% สูงกว่าไตรมาส 1 และ 2 ที่มีความสามารถในการทำกำไร 0.4% และ 0.6% ตามลำดับ
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการ สศค. เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2558 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยสินเชื่อยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และมีเงินกองทุนอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการดำเนินงานในระยะต่อไป
โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 6 แห่ง (ไม่รวม บสย.และ บตท.) มียอดสินเชื่อรวม 4.07 ล้านล้านบาท ขยายตัว 5% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน ถือเป็นการขยายตัวที่ทรงตัวจากไตรมาส 1 และ 2 ที่ขยายตัว 5.8% และ 5% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ยอดสินเชื่อดังกล่าวเพิ่มขึ้น 1.3% จากไตรมาสก่อนหน้า ถือเป็นการขยายตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ที่สินเชื่อขยายตัว 0.3% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยสินเชื่อส่วนใหญ่ 60.9% เป็นสินเชื่ออุปโภคบริโภค
ทั้งนี ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2558 สินเชื่ออุปโภคบริโภคหดตัวลง 0.6% จากการหดตัวของสินเชื่อส่วนบุคคลที่ลดลง 5.2% แต่สินเชื่อธุรกิจมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 12.9% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นของสินเชื่อภาคเกษตรกรรมและภาคบริการ
นอกจากนี้ บสย.มีภาระค้ำประกัน ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2558 มีจำนวนรวม 2.81 แสนล้านบาท อัตราการขยายตัวลดลง 1.5% เทียบจากช่วงเดียวกันของไตรมาสก่อน
ด้านเงินฝากมีจำนวนรวม 4 ล้านล้านบาท ขยายตัว 5% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีจำนวน 3.8 ล้านล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินรับฝาก (L/D Ratio) เพิ่มขึ้นจาก 99.4% ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2558 เป็น 101.8% ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2558 โดยมีอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin : NIM) เมื่อสิ้นไตรมาส 3 ปี 2558 อยู่ที่ 2.8% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่อยู่ระดับ 2.5%







