
ผลตอบแทนจากหุ้น(ตอน1)
เมื่อปีที่แล้ว ตลาดหุ้นไทยเราทำผลตอบแทนติดลบถึง 14% คิดจากดัชนีเมื่อสิ้นปี 2557 ที่ 1,497.67 ไปจบสิ้นปี 2558 ที่ 1,288.02 โดยลดลงไปถึง 209.65 จุด หรือคิดเป็น 14% เมื่อเทียบกับอัตราเงินปันผลที่ประมาณ 3% นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยก็จะขาดทุนประมาณ 11% โดยเฉลี่ยสร้างความผิดหวังไปตามๆ กัน มิหนำซ้ำเปิดตลาดหุ้นปีใหม่มาก็ยังคงแนวโน้มลงมาตลอด โดยไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,220.96 เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ลงจากปลายปีแล้ว 67.06 จุด คิดเป็น 5.21% ถ้าใครถือครองหุ้นไทยมาตั้งแต่ปลายปี 2557 ถึงวันที่ 11 ม.ค. ขาดทุนไป 16.21% แล้ว
เมื่อปีที่แล้ว ตลาดหุ้นไทยเราทำผลตอบแทนติดลบถึง 14% คิดจากดัชนีเมื่อสิ้นปี 2557 ที่ 1,497.67 ไปจบสิ้นปี 2558 ที่ 1,288.02 โดยลดลงไปถึง 209.65 จุด หรือคิดเป็น 14% เมื่อเทียบกับอัตราเงินปันผลที่ประมาณ 3% นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยก็จะขาดทุนประมาณ 11% โดยเฉลี่ยสร้างความผิดหวังไปตามๆ กัน มิหนำซ้ำเปิดตลาดหุ้นปีใหม่มาก็ยังคงแนวโน้มลงมาตลอด โดยไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,220.96 เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ลงจากปลายปีแล้ว 67.06 จุด คิดเป็น 5.21% ถ้าใครถือครองหุ้นไทยมาตั้งแต่ปลายปี 2557 ถึงวันที่ 11 ม.ค. ขาดทุนไป 16.21% แล้ว
แต่นักลงทุนส่วนใหญ่น่าจะมีผลขาดทุนมากกว่านี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ลงทุนในกลุ่มที่ลงหนักๆ อย่างเช่น กลุ่มพลังงานที่แทบจะเป็นขาลงอย่างเดียว โดยลงจาก 18,698.16 เมื่อสิ้นปี 2557 มาทำจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ 13,265.70 ลดลงไปถึง 5,432.46 คิดเป็น 29.05% เลยทีเดียว ยิ่งถือบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ตัวเดียวยิ่งช้ำใจหนัก ราคา PTTEP จาก 112 บาท เมื่อสิ้นปี 2557 มาทำจุดต่ำสุดที่ 41.25 บาท เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2558 ลดลงไปถึง 70.75 บาท คิดเป็น 63.17%
ไปไม่ถูกเลยจริงๆ นี่ขนาดว่าเป็นหุ้นใน SET50 ยังลงระเนระนาดได้ขนาดนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันตกต่ำลงอย่างรุนแรงน้ำมันดับเวสต์เทกซัสจากราคาแถวๆ 53-54 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อสิ้นปี 2557 ลงมาอยู่ที่ 29.13 เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2558 ลงไปประมาณ 40% เห็นอย่างนี้แล้วมูลค่าทางบัญชีของ PTTEP คงต้องมีการทบทวนกันอีกรอบ จากราคาน้ำมันที่ตกลงมาอีกรอบ
ถ้าปรับตามราคาน้ำมันในปัจจุบันนึกไม่ออกจริงๆ ว่ามูลค่าทางบัญชีจะเหลือเท่าไหร่ จากล่าสุดเมื่อปิดไตรมาส 3 ปีที่แล้ว อยู่ที่ 102.64 บาท ดังนั้นนักลงทุนที่เห็นราคาตามมูลค่าบัญชีต่ำนั้น คิดจากมูลค่าบัญชีที่ยังไม่ได้ปรับลดตามราคาน้ำมันในปัจจุบัน แล้วราคาตามมูลค่าบัญชีที่แท้จริงคงไม่ใช่ตัวเลขที่ท่านเห็นแน่ๆ
เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้คิดคำนึงถึงเสมอว่า มูลค่าบัญชีที่น่าจะนำมาคำนวณราคาตามมูลค่าบัญชี ต้องเป็นมูลค่าทางบัญชีที่ทบทวนตามความเป็นจริงเสมอ มิฉะนั้นเมื่อเห็น PTTEP ที่ราคา 70-80 บาทแล้วคว้าเพราะนึกว่าราคาตามมูลค่าบัญชีแค่ 0.7-0.8 เท่าเท่านั้น อย่างน้อยมีอัตรากำไรของความปลอดภัย ส่วนหนึ่งคือจ่ายน้อยกว่าราคามูลค่าตามบัญชี
ในกรณีที่ธุรกิจนั้นยังขาดทุนอยู่คำนวณสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ไม่ได้ นักลงทุนบางกลุ่มก็จะนำแบนด์ราคาตามมูลค่าทางบัญชีในอดีตมาดูว่าเคยขึ้นไป หรือลงไปมากน้อยเพียงไหน แล้วสร้างเป็นแบนด์ขึ้นมา โดยใส่ Standard Deviation เพื่อไว้เปรียบเทียบความผันผวน ซึ่งชาร์ตแบนด์ราคาตามมูลค่าบัญชีนี้นักลงทุนสามารถที่จะแจ้งมาร์เก็ตติ้งที่ดูแลบัญชีซื้อขายหุ้นของท่านให้ขอจากฝ่ายวิจัยของโบรกเกอร์ที่ท่านเป็นลูกค้าได้
หลายๆ ครั้งผมเองก็ใช้แบนด์ราคาตามมูลค่าบัญชีไว้ตรวจสอบดูความถูกแพงของหุ้นของบริษัทที่มีผลประกอบการขาดทุนอยู่ในขณะนั้น แต่มีโอกาสที่จะฟื้นตัวในเวลาไม่นาน โดยมูลค่าทางบัญชี ที่จะนำมาใช้คงจะต้องเป็นมูลค่าทางบัญชีที่ทบทวนเองด้วยส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะถ้าคาดว่าอาจจะขาดทุนอีก 2-3 ไตรมาสช่างหน้า ก่อนที่จะฟื้นตัวได้จริงๆ คงต้องนำผลขาดทุน 2-3 ไตรมาสดังกล่าวมาคำนวณแล้วหักลบมูลค่าทางบัญชีในปัจจุบัน เพื่อจะได้มูลค่าทางบัญชีที่จะเป็นไปในช่วงข้างหน้าเป็นการลงทุนโดยหลักอนุรักษนิยม แล้วยิ่งถ้าหุ้นตัวนั้นลงมาที่ราคาตามมูลค่าทางบัญชีบริเวณที่เคยต่ำสุดมาในอดีต (ยิ่งถ้าเราใช้แบนด์มูลค่าทางบัญชีที่มีระยะเวลายิ่งนานยิ่งดี ถ้าเป็นไปได้คงจะเป็น 10 ปีขึ้นไป เพื่อความปลอดภัยในการลงทุน) ยิ่งน่าสนใจในการลงทุน
แต่ขอย้ำนะครับท่านต้องมีความมั่นใจว่าโอกาสที่หุ้นตัวนี้จะมีการฟื้นตัวมีความเป็นไปได้สูงเท่านั้น เขียนเพลินไปหน่อย เนื้อที่หมดแล้ว เรามาดูกลุ่มอื่นๆ ในบทความหน้ากันครับ







