posttoday
ทำไมน้ำมัน ราคาร่วง (1)

ทำไมน้ำมัน ราคาร่วง (1)

20 มกราคม 2559

แปลกใจบ้างไหมทำไมราคาน้ำมันช่วงนี้จึงดิ่งลงและกระทบกับตลาดทั่วโลก ซึ่งเราต่างก็ดีใจในฐานะผู้บริโภคตัวจริง แต่ความจริงเราใช้น้ำมันราคาแพงลิบลิ่วมาเป็นเวลานาน ดังนั้นจึงควรมาหาความรู้กันว่าราคาน้ำมันที่แท้จริงคิดอย่างไร ก่อนอื่นต้องมาปูพื้นให้ทราบว่าน้ำมันในโลกที่ซื้อขายกันทุกวันนี้มีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ คือ

แปลกใจบ้างไหมทำไมราคาน้ำมันช่วงนี้จึงดิ่งลงและกระทบกับตลาดทั่วโลก ซึ่งเราต่างก็ดีใจในฐานะผู้บริโภคตัวจริง แต่ความจริงเราใช้น้ำมันราคาแพงลิบลิ่วมาเป็นเวลานาน ดังนั้นจึงควรมาหาความรู้กันว่าราคาน้ำมันที่แท้จริงคิดอย่างไร ก่อนอื่นต้องมาปูพื้นให้ทราบว่าน้ำมันในโลกที่ซื้อขายกันทุกวันนี้มีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ คือ

(1) Crude Oil หรือน้ำมันดิบเหลว โดยประเทศที่มี Crude Oil จำนวนมากคือ ตะวันออกกลาง 12 ประเทศ ที่ได้รวมตัวกันเป็น OPEC เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองและควบคุมราคาน้ำมันในตลาดโลก และในทวีปอเมริกาใต้ เช่น เวเนซุเอลา

(2) Shale Oil เกิดจากของแข็งสีดำที่เรียกว่า Oil Shale ในการสกัด Oil Shale จะต้องใช้กระบวนการทางเคมีเข้าช่วยเร่งปฏิกิริยาในการแปลงสภาพเป็นของเหลวที่เผาไหม้ให้พลังงานได้ในที่สุด โดยประเทศที่มี Shale Oil เป็นจำนวนมาก ได้แก่ รัสเซีย และสหรัฐ

ในการนำ Crude Oil ขึ้นมาใช้งานนั้น บ่อน้ำมันแต่ละบ่อจะมีอายุใช้งานประมาณ 20 ปี แต่ละปีจะมีผลผลิตลดลง 2-5% โดยต้นทุนการขุดเจาะน้ำมันจะประกอบด้วย Fix Cost คือตัวระบบขุดเจาะและดูดน้ำมันที่ลงทุนเป็นก้อนใหญ่ครั้งเดียว และ Variable Cost คือ ค่าไฟฟ้า ค่าแรง ที่ต้องจ่ายออกไปเรื่อยๆ อยู่ที่ 20-30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เท่ากับว่าบ่อน้ำมันแบบ Crude Oil ที่มีอายุใช้งานมาแล้วสัก
10 ปี แทบจะได้ Fix Cost คืนไปหมดแล้ว ต่อจากนี้ถ้าผลิตแล้วขายได้เกิน 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ก็จะครอบคลุม Cost จึงได้กำไรเต็มที่

แต่สำหรับ Shale Oil แต่ละบ่อจะสูญเสียผลผลิต 25-28% ต่อปี Shale Oil แต่ละบ่อจึงมีอายุใช้งานแบบคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเพียงแค่ 2-3 ปี โดยต้นทุนรวมของการผลิต Shale Oil ประมาณ 65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ดังนั้นธุรกิจ Shale Oil จะต้องลงทุนทำบ่อ Oil Shale ใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อทดแทนบ่อเดิม และจะต้องขายให้ได้เกิน 65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ถึงจะเริ่มมีกำไร แปลว่าจะต้องใช้เงินลงทุนมากขึ้นไปเรื่อยๆ ผู้ผลิต Shale Oil จึงแบกรับความเสี่ยงจากราคาขายน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่างมาก

แต่เนื่องจากช่วงปี 2011 จนถึงกลางปี 2014 ราคาน้ำมันดิบสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ผู้ผลิต Shale Oil เก็บเกี่ยวกำไรจากส่วนต่าง 35-45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้เต็มอิ่ม เป็นผลให้ปริมาณการผลิต Shale Oil โดยเฉพาะจากสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 4-5 ปี เท่ากับว่าประเทศผู้ผลิต Shale Oil กำลังท้าชนกับกลุ่มประเทศผู้ผลิต Crude Oil อย่าง OPEC ประจวบกับการเกิดภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาดโลกจากการที่เศรษฐกิจทั่วโลกยังชะลอตัว OPEC จึงเดินเกมโดยไม่ลดกำลังการผลิตและส่งสัญญาณว่าจะคงกำลังการผลิตไว้เท่าเดิม

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ