
โอกาสและ ความท้าทายของ ห่วงโซ่มูลค่าอาเซียน
โดย...ไพลิน ผลิตวานนท์ และคณะ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...ไพลิน ผลิตวานนท์ และคณะ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีเป้าหมายสำคัญประการหนึ่ง คือ การเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน ผ่านการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และการลงทุนอย่างเสรี รวมทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงานมีฝีมือที่เสรียิ่งขึ้นนั้นจะยิ่งทำให้ห่วงโซ่มูลค่าของอาเซียน (ASEAN Value Chains : AVCs) เติบโตได้มากขึ้น
ปัจจุบันการลดภาษีศุลกากร การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาคมีความคืบหน้าไปมาก กล่าวคือ ระดับอัตราภาษีศุลกากรของอาเซียน 6 ประเทศ เป็นศูนย์เกือบทุกรายการแล้วตั้งแต่ปี 2010
ขณะที่ประเทศ CLMV อยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้
ด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า และความเชื่อมโยงในภูมิภาค มีการดำเนินงานตาม ASEAN Economic Blueprint อย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน และการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมภายใต้แผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน เป็นต้น ซึ่งช่วยให้การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนมีต้นทุนที่ถูกลง
จากรายงานของสำนักงานเลขาธิการอาเซียน และธนาคารโลก (2013) พบว่า ต้นทุนการค้าสินค้าภายในภูมิภาคคำนวณตามมูลค่าสินค้า (Ad valorem) ลดลงจากร้อยละ 100 ในปี 2001 มาอยู่ที่ร้อยละ 85 ในปี 2009
นักวิเคราะห์ ประเมินว่า หากอาเซียนสามารถรวมกลุ่มกันได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิตโดยรวมกว่าร้อยละ 20 ของต้นทุน ผ่านการประหยัดต่อจากขนาดการผลิต การลดต้นทุนแรงงานและปัจจัยการผลิต การลดต้นทุนของสินค้าคงคลัง การลดค่าขนส่ง และการลดค่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น ภาษี และการออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า เป็นต้น
การศึกษาฉบับนี้ได้คัดเลือก ASEAN Value Chains หรือ AVCs ใน 2 อุตสาหกรรม เพื่อศึกษาตำแหน่งของประเทศในห่วงโซ่มูลค่า โดยพิจารณาจากความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ และศึกษาปัจจัยที่จะช่วยยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของอาเซียน โดย AVCs ที่ถูกคัดเลือกจะเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญต่ออาเซียนทั้งในแง่การส่งออกและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาเซียน รวมถึงต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ความต้องการในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และอาเซียนสามารถแข่งขันได้
ทั้งนี้ การคัดเลือก AVCs เริ่มจากพิจารณาสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 10 อันดับแรกของอาเซียน (ไม่รวมน้ำมัน) ประกอบกับเกณฑ์ 4 ด้าน ได้แก่
1) เป็นอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกของอาเซียนมากขึ้น เพื่อช่วยขับเคลื่อนการส่งออกของอาเซียนในระยะต่อไป
2) เป็นอุตสาหกรรมที่อาเซียนสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เพื่อให้อาเซียนได้ประโยชน์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น
3) เป็นอุตสาหกรรมที่ความต้องการในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมนั้นมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้ในอนาคต
4) เป็นอุตสาหกรรมที่อาเซียนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในตัวสินค้าได้มาก ซึ่งจะทำให้อาเซียนได้ประโยชน์จากการส่งออกที่ขยายตัวด้วย
จากเกณฑ์ 4 ด้านข้างต้น ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มถูกคัดเลือกเป็น AVC I เนื่องจากเป็นเพียงอุตสาหกรรมเดียวที่อยู่ใน 4 อันดับแรกจากเกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน
นอกจากนี้ ยังได้เลือกอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนเป็น AVC II เพื่อใช้ศึกษาเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labour-intensive) ในการศึกษาปัจจัยสนับสนุนการยกระดับ AVCs ให้มีมูลค่าเพิ่มและใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่สูงขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน (1) เป็น 1 ใน 10 สินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดของอาเซียน
(2) อยู่ใน 4 อันดับแรกจาก 2 ใน 4 เกณฑ์ของการคัดเลือก AVCs
(3) เป็นสินค้าที่ใช้ระดับเทคโนโลยีการผลิตขั้นกลางถึงสูง โดยการจัดกลุ่มของ UNCTAD ซึ่งจะทำให้มีมุมมองเพิ่มเติม เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มได้
ผลการศึกษาจะเป็นอย่างไร ห่วงโซ่มูลค่าของอาเซียนจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันในฉบับต่อไป







