posttoday
ผ่าอุตฯยานยนต์อาเซียน ไทยนำโด่งครบวงจร

ผ่าอุตฯยานยนต์อาเซียน ไทยนำโด่งครบวงจร

19 มกราคม 2559

ยานยนต์คืออุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดย...ทีมข่าวประชาคมอาเซียน

ยานยนต์คืออุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอีกประเภทหนึ่งของประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และปัจจุบันไทยคือฐานการผลิตรถยนต์ใหญ่ที่สุดของอาเซียน โดยช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. 2558 ไทยผลิตรถยนต์รวม 1.76 ล้านคัน ขณะที่ยอดผลิตรวมในอาเซียนอยู่ที่ประมาณ 3.61 ล้านคัน

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มั่นใจว่า ในปี 2559 และอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่มั่นคงของภูมิภาค เนื่องจากอุตสาหกรรมด้านนี้ของไทยเติบโตมานาน นักลงทุนต่างชาติได้เข้ามาขยายฐานในไทยมาหลายสิบปี มีทั้งโรงงานผลิตรถยนต์ และเครือข่ายอุตสาหกรรมสนับสนุนพร้อม

“ในระดับอาเซียน ประเทศไทยยังไม่มีคู่แข่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ชัดเจน แต่มีบางประเทศที่อาจก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งรายสำคัญในอนาคต เช่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม แต่ก็เชื่อว่าน่าจะใช้เวลาอีกนานกว่าที่ทั้งสองชาติจะพัฒนาขึ้นมาแข่งขันกับไทยได้อย่างสูสี”

อย่างไรก็ตาม สุรพงษ์ มองว่าหลังเปิดประชาคมอาเซียน อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยควรเร่งปรับตัวและร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เพื่อแข่งขันกับประเทศอื่นนอกกลุ่มอาเซียน จะต้องร่วมมือด้านต่างๆ เพื่อช่วยให้การนำเข้า-ส่งออกยานยนต์สะดวกมากขึ้นและมีต้นทุนการผลิตลดลง

ขณะเดียวกัน ตามนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในรูปแบบคลัสเตอร์ ที่รัฐบาลจะสนับสนุนการผลิตรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้านั้น ทางภาคเอกชนได้เสนอให้เพิ่มการสนับสนุนผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ เช่น รถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถบัส เป็นผลิตภัณฑ์เป้าหมายนำร่อง และส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ต่อตัวถัง ผสมคอนกรีต กระบะบรรทุก ตู้ห้องเย็นด้วย เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถบรรทุกแห่งสำคัญของโลก

ด้านประเทศเพื่อนบ้านที่ สุรพงษ์ ชี้ว่า อาจก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งไทยได้ในอนาคตอย่าง “อินโดนีเซีย” นั้น ในมุมมองของคนในอย่าง แฟรงกี้ ซิบารานี ประธานคณะกรรมการประสานงานการลงทุนของอินโดนีเซีย ได้เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า เขามองอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซียในแง่ดี และเชื่อว่าจะสามารถดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ได้มากขึ้น โดยเฉพาะจากผู้ผลิตรถยนต์จีน ซึ่งอินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่ มีจุดเด่นสำคัญ คือ ตอนนี้ชาวอินโดนีเซียยังมีรถยนต์ใช้จำนวนน้อย หรือประมาณ 77 คัน/1,000 คน และยังมีความต้องการรถยนต์ราคาประหยัดอีกจำนวนมาก 

ทั้งนี้ ช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย. 2558 การลงทุนจริงในอุตสาหกรรมยานยนต์ของอินโดนีเซียอยู่ที่ 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปี 2557 ประมาณ 7%

ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ใน “เวียดนาม” แม้จะถูกปลุกปั้นมานานถึง 20 ปี แต่ก็เรียกได้ว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งคนในวงการชี้ว่าสาเหตุหลักๆ เกิดจากเวียดนามยังไม่มีเทคโนโลยีที่
ดีพอสำหรับผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศให้เพียงพอและตรงกับความต้องการใช้

และแม้จะผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ได้ แต่สัดส่วนการซื้อไปใช้ก็ยังต่ำ ขณะที่ตัวถังรถยนต์ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญ ส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งเมื่อประกอบกับอัตราภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ ก็พบว่าต้นทุนการผลิตรถยนต์ที่นี่สูงกว่าประเทศอื่นมากถึง 20% ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากผู้ผลิตต้องนำเข้าชิ้นส่วนมากกว่า 80% เพื่อนำมาประกอบรถยนต์ในประเทศ

ดังนั้น หากต้องการให้อุตสาหกรรมพัฒนาไปมากกว่านี้ รัฐบาลจะต้องปรับเงื่อนไขต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนได้มากขึ้น โดยเฉพาะตัวถังรถจะต้องลดภาษีและค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะภาษีชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันต้องนำเข้าจากต่างประเทศด้วย

จากความท้าทายเหล่านี้ จึงกล่าวได้ว่า (อนาคต) คู่แข่งของไทยต่างจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าที่จะก้าวขึ้นมาแข่งขันกับไทยได้อย่างเต็มตัว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ