
เร่งสร้างแบรนด์สินค้า ขยายฐานลูกค้าอาเซียน
หลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2558 ภาคธุรกิจไทยก็พร้อมกระโจนใส่กำลังซื้อที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวของประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีอยู่ราว 600 ล้านคน ยิ่งเศรษฐกิจโลกยังระส่ำระสาย การค้าขายใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังขยายอย่างน่าสนใจ จึงเป็นทางเลือกที่ควรให้น้ำหนักในการทำตลาดมากยิ่งขึ้น แม้หลายธุรกิจจะเข้าไปลงทุนในอาเซียนอยู่ก่อนแล้ว แต่หลังจากนี้จะเข้มข้นขึ้นในแง่ของการสร้างแบรนด์เพื่อเข้าให้ถึงลูกค้าในแต่ละประเทศ
หลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2558 ภาคธุรกิจไทยก็พร้อมกระโจนใส่กำลังซื้อที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวของประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีอยู่ราว 600 ล้านคน ยิ่งเศรษฐกิจโลกยังระส่ำระสาย การค้าขายใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังขยายอย่างน่าสนใจ จึงเป็นทางเลือกที่ควรให้น้ำหนักในการทำตลาดมากยิ่งขึ้น แม้หลายธุรกิจจะเข้าไปลงทุนในอาเซียนอยู่ก่อนแล้ว แต่หลังจากนี้จะเข้มข้นขึ้นในแง่ของการสร้างแบรนด์เพื่อเข้าให้ถึงลูกค้าในแต่ละประเทศ
สุวรรณา เอี่ยมพิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบอร์แทรมเคมิคอล (1982) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เซียงเพียว กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับตลาดในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น เพราะไม่ต้องการสร้างการเรียนรู้ในแบรนด์สินค้าเหมือนกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคอื่นๆ เนื่องจากพฤติกรรมการใช้สินค้าของกลุ่มประเทศในอาเซียนมีความคล้ายคลึงกับผู้บริโภคในประเทศไทย ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้มีการนำสินค้าเข้าไปทำตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนเกือบครบทุกประเทศแล้ว โดยรูปแบบของการทำตลาดจะเน้นไปที่การขายผ่านตัวแทนจำหน่ายเป็นหลัก
สำหรับประเทศที่ผลิตภัณฑ์เซียงเพียวจะให้ความสำคัญกับการเข้าไปทำตลาดในปีนี้ คือ กัมพูชา และเวียดนาม เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นตลาดที่เซียงเพียวมีความแข็งแกร่ง เนื่องจากมีคู่ค้าที่ดี ซึ่งกลยุทธ์ที่จะนำไปใช้ขยายตลาดในประเทศดังกล่าวปีนี้จะเน้นไปที่การจัดกิจกรรมการตลาด เพื่อสร้างแบรนด์สินค้าให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น จากปัจจุบันผู้บริโภครู้จักแบรนด์สินค้าของเซียงเพียวในแบรนด์ตาแป๊ะอยู่แล้ว
นอกจากนี้ เซียงเพียวยังมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ภายใต้ชื่อ “เซียงเพียวรีลีฟครีม” เข้ามาเสริมทัพความแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันยังมีแผนสร้างโรงงานผลิตสินค้าในประเทศกัมพูชา เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดในประเทศกัมพูชาและจีน เนื่องจากการส่งสินค้าจากประเทศกัมพูชาเข้าไปทำตลาดในประเทศจีนไม่มีกำแพงภาษีนำเข้า เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท
หลังจากขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง คาดว่าอีก 5 ปีนับจากนี้จะมีสัดส่วนรายได้จากตลาดส่งออกอยู่ที่ประมาณ 60% เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 50% ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวคาดว่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2558 ที่มีรายได้ประมาณ 1,100 ล้านบาท
ขณะที่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี เป็นอีกบริษัทที่ขยายธุรกิจไปในภูมิภาคอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะรุกตลาดอย่างเข้มข้นมากขึ้น เมื่อหลายๆ ประเทศในอาเซียนมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา
อารีย์ ชวลิตชีวินกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การบริหารกลาง เอสซีจี กล่าวว่า การเติบโตในอาเซียนถือว่าดีมาก และจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพมากที่สุดในขณะนี้ คือ กลุ่มประเทศ CLMV เพราะเป็นกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนา และมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดี
นอกจากนี้ แต่ละประเทศได้พัฒนาระบบคมนาคมที่จะเชื่อมโยงกันเป็นไปตามแผน หากดำเนินการเสร็จ การค้าในอาเซียนจะขยายตัวขึ้นอีกมาก แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจีนที่เข้ามาแข่งขันในทุกตลาดด้วยราคาสินค้าที่ถูกกว่า ล่าสุดได้นำสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งมาใช้ เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้างมากยิิ่งขึ้น
พรพิมล มฤคทัต ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงานสื่อสารองค์กร เอสซีจี กล่าวว่า บริษัทจะใช้กลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้งเพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์เอสซีจีในภูมิภาคอาเซียน หลังจากที่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจจากการเป็นผู้สนับสนุนทีมฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในประเทศไทยเนื่องจากฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในอาเซียน
ทั้งนี้ ล่าสุดได้จัดฟุตบอลแมตช์พิเศษ “เอสซีจี เอ็มทียูทีดี อาเซียน ทัวร์ 2016” ขึ้นที่ประเทศกัมพูชา โดยนำทีมเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เตะฟุตบอลกระชับมิตรกับทีมออลสตาร์ กัมพูชา ซึ่งมีผู้เข้าชมมากถึง 4.5 หมื่นคน โดยรายได้จากค่าผ่านประตูได้นำไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลเด็กในกัมพูชา ก่อนไปเตะกระชับมิตรที่เวียดนาม
สำหรับเอสซีจีได้วางเป้าหมายในการรุกหนักตลาดอาเซียนทั้ง 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ วัสดุก่อสร้าง เคมิคอลและแพ็กเกจจิ้ง โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้รีแบรนด์ครั้งใหญ่ เปลี่ยนจากตราช้างที่ใช้มากว่า 100 ปี เป็นเอสซีจีเพื่อใช้รุกตลาดอาเซียนและตลาดโลก
หลังจากนี้คงจะได้เห็นกลยุทธ์มัดใจลูกค้าในระดับอาเซียนของแต่ละธุรกิจกันมากขึ้นแน่นอน







