posttoday
อุตฯ มันระส่ำ ต้นทุนพุ่ง ตลาดป่วน

อุตฯ มันระส่ำ ต้นทุนพุ่ง ตลาดป่วน

27 กรกฎาคม 2553

วงการมันสำปะหลังของไทยขณะนี้ ต้องบอกว่าตกอยู่ในภาวะระส่ำอย่างหนัก หลังจากเกษตรกรโดนทั้งปัญหาศัตรูพืชจากเพลี้ยแป้งระบาดเล่นงานผลผลิตจนเสียหายรุนแรง แถมถูกปัญหาภัยแล้งซ้ำเติมเข้าไปอีก ส่งผลให้ราคามันฯ ปีนี้ทุบสถิติสูงสุดทุกรายการ เพราะผลผลิตจากที่คาดว่าจะได้กว่า 20 ล้านตัน เหลือจริงอาจไม่ถึง 15 ล้านตันด้วยซ้ำไป จากเฉลี่ยแต่ละปีเคยทำได้มากกว่า 30 ล้านตัน

ส่งผลให้ราคาหัวมันฯ สดแตะ 4 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) แป้งมันฯ ทะยาน 20 บาทต่อ กก. และมันฯ เส้น 6.50 บาทต่อ กก.

แทนที่แนวโน้มราคาผลผลิตสูงขึ้นทุก รายการจะส่งผลดีต่อตลาดในภาพรวม เพราะโดยทั่วไปก็น่าจะหมายถึงกำไรที่เพิ่มสูงขึ้น แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้คนในวงการมันฯ กุมขมับกันถ้วนหน้า

ธนิต ศรีรัตนาลัย ที่ปรึกษามูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับมันสำปะหลังได้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปรับขึ้นทุกรายการทั้งหัวมันฯ สด มันฯ เส้น และแป้งมันฯ

ราคาหัวมันฯ สดปัจจุบันขึ้นสูงสุดไปอยู่ที่ กก.ละ 4 บาท สูงกว่าราคาที่รัฐบาลประกันรายได้ไว้ที่ กก.ละ 1.90 บาท ส่งผลให้ราคาแป้งมันสำปะหลังปรับขึ้นไปอยู่ที่ กก.ละ 20 บาท สูงจากช่วงต้นปีที่ กก.ละ 1314 บาท และมันฯ เส้น กก.ละ 66.50 บาท จากปกติ กก.ละ 34 บาท ทำให้ราคาส่งออกแป้งมันฯ ทำสถิติสูงสุดขึ้นไปตันละ 620 เหรียญสหรัฐ สูงกว่าราคาปีที่แล้วตันละ 230240 เหรียญสหรัฐ

การปรับราคาสูงขึ้นของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังดังกล่าว มีความเป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ ทั้งอุตสาห กรรมภายในประเทศ เช่น โรงงานก๋วยเตี๋ยว โรงงานกระดาษ และผู้ซื้อตลาดต่างประเทศ หากราคามันสำปะหลังยังปรับตัวสูงขึ้นไปมากกว่านี้จะส่งผลเสียหายต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งระบบ

ราคามันสำปะหลังที่ทำสถิติสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เป็นผลมาจากผลผลิตมันสำปะหลังที่ลดลงอย่างมาก เนื่องจากการระบาดของเพลี้ยแป้งสีชมพู ทำให้ผลผลิตเสียหายในทุกพื้นที่เพาะปลูก

ผลผลิตปี 2552/2553 ประเมินออกมาแล้วว่าจะเหลือหัวมันฯ สดเพียงแค่ 21 ล้านตัน ลดลงจากปกติที่ผลผลิตต่อปีจะได้ 30 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้หัวมันฯ สดแต่ละปีของอุตสาหกรรมมากถึง 31 ล้านตัน แบ่งเป็นอุตสาหกรรมแป้งมันฯ ใช้หัวมันฯ สด 14 ล้านตัน มันฯ เส้น 14 ล้านตัน และเอทานอล 3 ล้านตัน

“จากการที่ผลผลิตลดลงมากกว่าความต้องการใช้ ทำให้อุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องใช้หัวมันฯ สดต่างแย่งซื้อกับเกษตรกร โดยให้ราคาจูงใจที่สูงมาก แม้ว่าจะเป็นผลดีกับเกษตรกร แต่หากราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง และเป็นต้นทุนที่เกินกว่าภาคอุตสาหกรรมรับได้ ก็อาจมีผลเสียต่อระบบการค้ามันฯ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นตลาดภายในประเทศ หรือแม้กระทั่งตลาดส่งออกเอง” ธนิต กล่าว

อดุลย์ วินัยแพทย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่มูลนิธิเร่งทำหลังจากเกิดเพลี้ยแป้งระบาดในมันสำปะหลัง คือ การสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อต่างประเทศว่าไทยจะสามารถควบคุมการระบาดของเพลี้ยแป้งได้ และมีผลผลิตเพียงพอทั้งในภาคอุตสาหกรรมภายในและส่งออก โดยเฉพาะการเข้าไปร่วมมือกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเข้าไปควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดการระบาดรุนแรง โดยจะควบคุมให้การระบาดลดน้อยลงที่สุด

ล่าสุด ได้ร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตรนำแตนเบียน ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติของเพลื้ยแป้งมาควบคุมการระบาดของเพลี้ยแป้งสีชมพูแล้ว

“มูลนิธิทราบปัญหานี้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตรนำเข้าแตนเบียนจากประเทศเบนินมา 300 คู่ และเพาะขยายพันธุ์ และนำมาทดลองในไร่มันฯ ของมูลนิธิที่ห้วยบง ซึ่งพบว่าไม่มีผลทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่น่าจะเป็นประเด็นที่เอ็นจีโอคัดค้าน เพราะได้ทดลอง และทางกรมส่งเสริมการเกษตรก็เริ่มนำไปให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ เริ่มใช้แล้ว” อดุลย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผลจากความร่วมมือดังกล่าวจะควบคุมการระบาดของเพลี้ยแป้งได้ เพราะแตนเบียนถือว่าเป็นวิธีที่ได้ผลมากสุด หากปล่อยสถานการณ์บานปลายอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมันฯ ทั้งระบบ ซึ่งจะเกิดความเสียหายมากกว่านี้

มูลนิธิเชื่อว่าการควบคุมจะสำเร็จผลโดยเร็ว หรืออย่างช้าก็ภายใน 2 ปี ที่จะควบคุมการระบาดได้ทั้งหมด ทำให้อุตสาห กรรมมันฯ ไม่ได้รับความเสียหายมากจนเกินไป เพราะไทยยังสต๊อกมันฯ โดยเฉพาะสต๊อกมันฯ ของกระทรวงพาณิชย์ที่จะสามารถช่วยบรรเทาสถานการณ์ในปีนี้จากผลผลิตที่ลดลงได้

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง