posttoday
จรัมพร : กางตำราใหม่ฟื้นบินไทย

จรัมพร : กางตำราใหม่ฟื้นบินไทย

18 มกราคม 2559

โดย...วงศ์สุภัทร์ คงสวัสดิ์

โดย...วงศ์สุภัทร์ คงสวัสดิ์

ครบ 1 ปีเต็มแล้ว สำหรับการเข้ามากุมบังเหียนและกอบกู้สายการบินแห่งชาติของ จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย แม้ว่าเริ่มต้นไม่สดใสนัก เพราะในช่วง 3 ไตรมาสของปี 2558 บริษัท การบินไทย ขาดทุนสุทธิ 1.81 หมื่นล้านบาท

แต่จรัมพรมั่นใจว่าการทุ่มเทฟื้นฟูบริษัท การบินไทย ตามแผน “3S” ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 คือ 1.แผนหยุดการขาดทุน (Stopthe bleeding) 2.แผนสร้างความเข้มแข็ง (Strength Building) ที่ดำเนินการในปี 2558-2559 และแผนการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) ที่จะเริ่มในปี 2560 จะทำให้บริษัทเริ่มกลับมามีกำไรตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป 

จรัมพร ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์” ว่า การฟื้นฟูกิจการบริษัท การบินไทย ยังเป็นไปตามแผนเดิม แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้แผนที่วางไว้เป็นไปตามเป้าหมาย “แบบเป๊ะๆ” แต่ก็ต้องยอมรับว่าในปี 2558 การลดค่าใช้จ่ายที่ตั้งเป้าไว้ 10% หรือ 1.07 หมื่นล้านบาท จากค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1.07 แสนล้านบาท จะพลาดเป้า เพราะลดค่าใช้จ่ายได้ 7% ซึ่งถือว่ารับได้

“ตอนที่รายงานความคืบหน้าให้แผนฟื้นฟูให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ ซูเปอร์บอร์ดครั้งที่แล้ว แน่นอนว่า คนร.ไม่พอใจแน่ เพราะ 8 เดือนเราลดค่าใช้จ่ายได้แค่ 3% แต่มาตอนปลายปีเราลดค่าใช้จ่ายได้เป็น 7% หรือประมาณ 7,000 ล้านบาท ก็โอเคแล้ว เพราะเราไม่ได้ลดกำลังการผลิตในเส้นทางที่เรามีกำไรเลย ต้นทุนจึงไม่ลด แต่เราก็ต้องอธิบายกับ คนร.ในวันที่ 18 ม.ค.นี้ ให้เข้าใจว่าสาเหตุที่ลดได้แค่นี้เป็นเพราะอะไร เช่น เราต้องเอาเครื่องเก่ามาซ่อมก่อนจะนำไปขาย ค่าเออร์ลี่รีไทร์ ซึ่งจ่ายครั้งเดียวแล้วก็จบ”

สำหรับการดำเนินการตามแผนสร้างความแข็งแกร่งธุรกิจ (Strength Building) ซึ่งใช้เวลา 2 ปีนั้นจรัมพร บอกว่า ในปี 2558 บริษัทได้ยกเลิกเส้นทางบินปลายทางที่บินแล้วขาดทุน 4 เส้นทาง คือ เมืองโจฮันเนสเบิร์ก เมืองมาดริด เมืองแอลเอ และกรุงมอสโก พร้อมทั้งขายและปลดระวางเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพต่ำออกไปจนเหลือเครื่องบิน 95 ลำ จากเดิมที่มี 130 ลำ และเส้นทางที่เหลืออยู่ 100 เที่ยวบิน/วัน 70 จุดหมายปลายทาง เป็นเส้นทางที่มีกำไรสูง

“เราจะมีเครื่องเข้ามาใหม่ 2 ลำ และปี 2561 อีก 5 ลำ แต่เราจะรักษาขนาดฝูงบินไว้ไม่เกิน 95 ลำ จึงจำเป็นต้องปลดระวางเครื่องที่มีประสิทธิภาพต่ำออกไป เพราะปัญหาของเราขณะนี้ คือ ต้นทุนเราสูง เราจึงบินได้ไม่เกิน 95 ลำ แต่ด้วยเครื่องที่มีอยู่เราจะเพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้แต่ละเส้นทางบินทำกำไรได้สูงขึ้น หรือเปิดเส้นทางบินใหม่ที่เราแข่งขันได้และมีกำไร”

นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าแผนลดบุคลากรและรีดไขมันอย่างต่อเนื่อง และจากปลายปี 2557 จนถึงปัจจุบันบริษัทสามารถลดบุคลากรลงจาก 2.5 หมื่นคน เหลือ 2.28 หมื่นคนแล้ว แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ ในปี 2558 บริษัทสามารถให้บริการผู้โดยสารได้สูงกว่าปี 2557 เล็กน้อย แต่ใช้เครื่องบินลดลงเกิน 10 ลำ

“แผน S2 หรือ Strength Building หลักๆ คือ การรีดไขมัน และในปี 2560 เราจะต้องเริ่มแผน S3 หรือ Sustainable Growth คือ ต้องกลับมายืนอยู่บนเวทีแข่งขัน ต้องไปสู้กับเขา เหมือนแข่งกีฬาโอลิมปิก เราต้องทำให้เราเป็นนักกีฬาโอลิมปิก จากปัจจุบันที่เราเป็นนักกีฬาเขต นักกีฬาซีเกมส์ ซึ่งต้องหาโค้ชมา หาตำราใหม่ เพราะตำราที่เราใช้เป็นตำราเก่าใช้มาตั้งแต่ปี 1980-1990 ซึ่งเป็นยุคที่ยังไม่มีโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ในขณะที่สายการบินจากตะวันออกกลางเขาใช้ตำราและศาสตร์การบินชั้นสูงกันแล้ว”

จรัมพร อธิบายว่า การนำตำราใหม่มาใช้กับการบินไทยจะเริ่มตั้งแต่วิธีการบริหารเครื่องบินที่มีอยู่ทั้งหมด และการจัดการหรือปรับเปลี่ยนราคาค่าโดยสารต้องเปลี่ยนได้ทุกวินาที เพราะวันนี้ค่าตั๋วของคู่แข่งเปลี่ยนทุกวินาที แต่การบินไทย 6 เดือนเปลี่ยนครั้งก็มี โดยจะมีการนำระบบ Network Management System (NMS) ซึ่งลงทุนไม่กี่ร้อยล้านมาคำนวณเลยว่าบินอย่างไรจึงจะกำไร รวมทั้งนำระบบ RMS ซึ่งเป็นระบบที่เฝ้าดูการเคลื่อนไหวราคาตั๋วของคู่แข่ง เพื่อที่บริษัทจะได้ปรับเปลี่ยนค่าโดยสารได้ทันสถานการณ์ ขณะที่ตัวเลขก็พิสูจน์ชัดเจนว่าสายการบินที่นำระบบนี้มาใช้มีรายได้สูงกว่าสายการบินที่ไม่ได้ใช้มากกว่า 6% เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดเราจึงไม่นำระบบนี้มาใช้ตั้งนานแล้ว 

“เราต้องใช้ตำราใหม่ ใช้ตำราที่ชาวบ้านเขาใช้ โดยราคาต้องตั้งได้ทุกวินาที ราคาลูกค้าเปลี่ยน เราต้องเปลี่ยน สมัยก่อนตั้ง 6 เดือนเปลี่ยนราคาที เราต้องซื้อตำราใหม่ ซื้อเครื่องมือใหม่ อบรมคนใหม่ ยกเครื่ององค์กรใหม่ เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราเลิกรับคน เราตัดค่าใช้จ่ายการอบรม แต่ตอนนี้ต้องจัมพ์สตาร์ท เริ่มใหม่หมด วางแผนเปลี่ยน การขายเปลี่ยน การบริการต้องเปลี่ยน เช่น เราจะไม่มีการเข็นอาหารมาเสิร์ฟผู้โดยสารแล้ว ใครอยากนอน นอน ใครอยากรับประทานก็เลือกได้ เลือกเวลาได้ด้วย”

จรัมพร ตั้งเป้าหมายว่า ในปีนี้บริษัทจะมีรายได้เพิ่มจากปี 2558 อีกประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยมีปัจจัยจากการเพิ่มอัตราบรรทุกผู้โดยสารจาก 80% จากปี 2558 ที่อัตราบรรทุกอยู่ที่ 73.9% 

“ถ้ารายได้จะเพิ่มขึ้นอีก 1 หมื่นล้านบาท อัตราบรรทุกผู้โดยสารจะต้องได้ 80% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายของเราไม่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเราจะเปลี่ยนวิธีขายตั๋ว ต้องเปลี่ยนจาก farmer เป็น hunter นอกจากนี้เรายังคงเดินหน้าแผนลดค่าใช้จ่ายในปีนี้ลงจากปีที่แล้วอีก 6% หรือคิดเป็นค่าใช้จ่าย 6,000 ล้านบาท”

นอกจากนี้ บริษัทจะรื้อระบบการจัดซื้อจัดจ้างภายในองค์กรใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างภายในที่มี 20 หน่วย 

“ตอนนี้การจัดซื้อมันกระจายไป 20 หน่วย แต่ผมจะเริ่มจัดจากส่วนกลางได้มาตรฐานสากล เร็ว และโปร่งใส ก่อนจะขยายไปยังส่วนอื่นๆ ส่วนจะมีแรงต้านก็ช่วยไม่ได้ โดยระบบต้องดีเพื่อที่จะไม่มีใครแทรกแซงได้ และเรื่องนี้เป็นหนึ่งในการปฏิรูปการบินไทยเลย และต้องทำ ซึ่งรายจ่ายของเราปีละเป็นแสนล้าน ทุกอันเป็นค่าใช้จ่ายหมด” จรัมพร ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท