
DELTAเน้นทำกำไร-ตุนเงินสด กสิกรฯชี้อิเล็กทรอนิกส์มีช่องลงทุน
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
หุ้นตกอยู่ในภาวะหมีชัดเจนยิ่งขึ้น ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวลงแรงอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์เช่นนี้นักลงทุนต้องมองหาโอกาส มากกว่ามองเป็นวิกฤต คำถามจึงเกิดขึ้นมาว่าจะเลือกช็อปหุ้นกลุ่มใดดี ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ไม่เลวเลย
“อนุสรณ์ มุทราอิศ” กรรมการ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA เปิดเผยว่า ตอนนี้มองเรื่องความผันผวนของค่าเงินเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่บริษัทต้องเฝ้าจับตาดูอยู่ ซึ่งกำลังให้ฝ่ายการเงินประเมินสถานการณ์และประมาณการว่าค่าเงินบาทจะอยู่ในระดับเท่าไรในปี 2559 เพราะปัจจุบันมีการประเมินที่หลากหลายว่าจะแกว่งที่ 38-40 บาท/เหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ดี แนวโน้มเงินบาทอ่อนค่าให้ประโยชน์กับบริษัททางอ้อมเท่านั้น เพราะปกติบริษัทจะซื้อและขายของในรูปของสกุลเหรียญสหรัฐ เพียงแต่การรายงานผลประกอบการของบริษัทต้องตีค่ากลับในรูปของเงินบาท สิ่งที่บริษัทหาทางป้องกันส่วนหนึ่ง การเฮดจิ้งค่าเงิน 100% ตามสัดส่วนของคำสั่งซื้อและยอดขายของลูกค้าที่มีการสั่งซื้อสินค้าเอาไว้
ที่สำคัญบริษัทถือนโยบายเน้นเก็บสภาพคล่องหรือกระแสเงินสด จนปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงต่ำที่จะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน บริษัทจะมีกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนมาก ส่วนใหญ่เกิดจากที่มีการกู้เงินกับสถาบันการเงิน และถูกบังคับให้แปลงค่าเงินเพราะต้องชำระดอกเบี้ย
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในปี 2559 บริษัทยังคงเน้นการทำกำไรมากกว่าที่จะเน้นเรื่องการเติบโตของรายได้ คาดว่าปีนี้จะเติบโตจากปีก่อน 10% เพราะตลอดมาบริษัทมีการกระจายความเสี่ยงผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ไม่จำเพาะสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เป็นเทรนด์อนาคต ไม่ว่าจะเป็น ชิ้นส่วนทางด้านการสื่อสาร หรือพลังงานทดแทน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
ด้าน บริษัท เอสวีไอ (SVI) ให้น้ำหนักเรื่องความผันผวนของค่าเงินระดับปกติ ปีนี้ประเมินเงินบาทจะอยู่ที่ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ 34-35 บาท ขณะที่บริษัทยังคงนโยบายทำเฮดจิ้งตามยอดขายของลูกค้าที่มีการสั่งซื้อเข้ามาตามปกติ ค่าเงินบาทยังไม่ถึงระดับที่บริษัทจะต้องมองถึงเป็นความเสี่ยงที่จะต้องมีการจับตามาก
“เงินบาทยังมีความผันผวนน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย โดยปี 2558 ค่าเงินริงกิตมาเลเซียผันผวนถึง 30% ขณะที่เงินบาทไทยผันผวน 18% เท่านั้น อีกทั้งยังเชื่อว่าช่วงที่ประเทศจีนกำลังแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เงินหยวนอาจจะอ่อนค่าลง จนกว่าจะทำให้ความกังวลเรื่องหนี้เสียของสถาบันการเงินลดลง ถึงตอนนั้นเงินหยวนก็จะกลับมาแข็งค่าอีกครั้งหนึ่ง” แหล่งข่าวจากเอสวีไอ ระบุ
สำหรับผลประกอบการในปี 2559 ตอนนี้เชื่อว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยยังไม่นับรวมกรณีการซื้อกิจการ เทียบกับปี 2558 ที่คาดว่าจะทำได้ประมาณ 240 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ผิดเป้าหมายจากที่ตั้งไว้ที่ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ปีนี้จะเริ่มเห็นบริษัทส่งออกไปยังลูกค้ากลุ่มญี่ปุ่นมากขึ้น ขณะที่โรงงานในกัมพูชาจะเริ่มก่อสร้างในเดือน ก.พ. และเดินเครื่องผลิตได้ในไตรมาส 3 นี้
ทั้งนี้ SVI และ DELTA เป็นหุ้นที่เพิ่งเดินทางไปร่วมนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) กับทางบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส ที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และแนะนำซื้อ SVI ให้ราคาเหมาะสมที่ 6 บาท ส่วน DELTA แนะนำเพียงถือ ราคาพื้นฐาน 91 บาท
กวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย กล่าวว่า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นกลุ่มที่ยังพอลงทุนได้ แต่ตอนนี้ราคาได้ปรับขึ้นมามากพอสมควรแล้ว เนื่องจากได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและกลุ่มประเทศยุโรป เพราะส่วนใหญ่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในกลุ่มนี้ จะมีการส่งออกไป 2 กลุ่มประเทศหลักนี้
นอกจากนั้น ยังได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า แม้ บจ.กลุ่มจะส่งออกไปยังสหรัฐและยุโรป แต่ส่วนใหญ่จะมีการรับรู้รายได้และซื้อขายกันในรูปของสกุลเหรียญสหรัฐ โดยแนะนำหุ้น SVI, DELTA และ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) เพราะผลิตในสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม มีการกระจายสัดส่วนของรายได้ของผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ค่อยแนะนำบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) เนื่องจากเป็นการผลิตจำพวกฮาร์ดดิสก์เป็นหลัก ซึ่งไม่ค่อยน่าสนใจ
อย่างไรก็ดี ตอนนี้ไม่ว่าจะลงทุนในหุ้นกลุ่มไหน กลยุทธ์สำคัญคือ ต้องเล่นเป็นรอบระยะสั้น ขึ้นขายลงซื้อ เพราะตลาดมีความผันผวนสูงเช่นนี้
“ถ้าจะลงทุนกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็ก ทรอนิกส์ตอนนี้ยังจะพอลงทุนได้บ้าง แต่อาจจะมีส่วนต่างของกำไรที่น้อยมาก เพราะราคาหุ้นได้ปรับขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว” กวี กล่าว
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในปี 2559 มองดัชนีอยู่ที่ 1,450 จุด ถ้าผ่านไปได้ก็จะไปถึง 1,500 จุด และแนวรับให้ไว้ที่ 1,200 จุด ถ้าหลุดไปต่ำกว่านี้ก็ไปอยู่ที่ระดับ 1,150 จุด โดยกลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนระยะสั้น คือต้องเล่นตามรอบดัชนีให้ทัน ส่วนนักลงทุนระยะยาวยังไม่ใช่จังหวะของการเข้าไปซื้อเพื่อเก็บในขณะนี้ เพราะตอนนี้ยังไม่เห็นจุดต่ำสุดของดัชนี
บล.กสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์อุตสาหกรรม โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมกำไรของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ในปี 2559 คาดว่าจะเติบโตจากปริมาณการใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กลุ่มยานยนต์ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ดัชนีกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ปรับเพิ่มขึ้น 14% ในปี 2558 ขณะที่ดัชนีหุ้นลดลง 13% จึงให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” สำหรับ Top Pick คือ KCE เนื่องจากมีราคาที่ถูกที่สุดในกลุ่ม และมีโอกาสได้รับการปรับเพิ่มประมาณการกำไรหากอัตราการดำเนินงานของโรงงานใหม่ผลักดันอัตรากำไรสูงกว่าที่เราคาด
ทั้งนี้ คาดว่ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์จะเติบโตสูงในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งกลุ่มบริษัทที่มีสัดส่วนกิจการในอุตสาหกรรมยานยนต์ในระดับสูง เช่น KCE ประมาณ 70% และ HANA 18% จะได้ประโยชน์มากที่สุด
สำหรับปัจจัยค่าเงินบาทยังคงเอื้ออำนวย คาดกลุ่มเติบโต 16% ในปี 2559 ประเมิน KCE และ SVI จะ เติบโตที่สูงที่สุดในกลุ่ม 30% และ 40% ทั้งนี้ KCE จะได้ประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากต้นทุนครึ่งหนึ่งอยู่ในสกุลเงินบาท ขณะที่ยอดขายส่วนใหญ่เป็นเงินต่างประเทศ







