posttoday
อาฟตา-เอฟทีเอ หนุนส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครึ่งปีหลัง

อาฟตา-เอฟทีเอ หนุนส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครึ่งปีหลัง

27 กรกฎาคม 2553

8...ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่ฟื้นตัวได้รวดเร็วจากวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยในรอบที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากเป็นผลของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกแล้ว การขยายโอกาสทางการค้าภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี ทั้งกรอบความตกลงการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA และกรอบ FTA อื่นอีกหลายกรอบ ที่ได้มีการยกเลิกภาษีศุลกากรหรือลดอัตราภาษีเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 ที่ผ่านมา ยังนับเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญประการหนึ่งในการผลักดันการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภทของไทย ในรายการที่ได้ประโยชน์จากการยกเลิกหรือลดอัตราภาษีดังกล่าว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 รวมทั้งผลของการเปิดเสรี พบว่าปริมาณส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครึ่งปีแรกขยายตัวสูง 38.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากที่หดตัว 13.4% ในปี 2552 โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 37.2% และเครื่องใช้ไฟฟ้าขยายตัว 40.5%

ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกไปยังประเทศที่บรรลุข้อตกลง FTA กับไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 47% ของการส่งออกรวมในกรณีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และมีสัดส่วน 52% ในกรณีเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ

สำหรับผลของ FTA มีต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงปีนี้ แม้ว่าผลในทางตรงต่อการเปิดตลาดการค้าเพิ่มขึ้นในปีนี้ อาจมีไม่มากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาไทยและประเทศคู่เจรจาได้มีการทยอยลดภาษีสินค้าบางชนิดลงมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งการลดภาษีในปี 2553 โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนเดิม 6 ประเทศ (ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และบรูไน) ญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลียนิวซีแลนด์ เป็นเพียงการลดภาษีเพิ่มเติมจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีเท่านั้น

แม้ว่า FTA มีส่วนช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดของประเทศที่มีความตกลงกับไทย ซึ่งกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ค่อนข้างได้รับประโยชน์ผลจากการลดภาษีตามกรอบ FTA มากกว่ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่สินค้าหลายรายการมีอัตราภาษีที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว โดยสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีโอกาสขยายตลาดส่งออกภายใต้ FTA ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ คอมเพรสเซอร์ทำความเย็น เครื่องอุปกรณ์ตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า ตู้เย็น เครื่องซักผ้า สายไฟและชุดสายไฟ เป็นต้น สำหรับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าที่อาจได้ประโยชน์จากการขยายการส่งออกภายใต้ FTA ได้แก่ มอเตอร์และส่วนประกอบ หม้อแปลงและส่วนประกอบ เป็นต้นแต่ผลในอีกด้านหนึ่ง FTA ก็เปิดโอกาสให้สินค้าจากประเทศที่มีความตกลงกับไทย เข้ามาแข่งขันในตลาดภายในประเทศได้มากยิ่งขึ้น ทำให้โดยภาพรวมไทยขาดดุลการค้าในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้แก่ประเทศคู่เจรจาแก่ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ซึ่งไทยมีการนำเข้าชิ้นส่วนหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูป โดยเฉพาะชิ้นส่วนประเภทที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ขณะที่มีการนำเข้าทั้งชิ้นส่วนและสินค้าสำเร็จรูปจากจีน ขณะที่ไทยยังมีการส่งออกไปยังตลาดทั้ง 3 ประเทศนี้น้อยกว่าระดับที่นำเข้า ส่วนการค้าสินค้ากลุ่มนี้ระหว่างไทยกับอาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย ไทยยังมีการเกินดุลอยู่

การค้าของไทยและประเทศที่มีข้อตกลง FTA กับไทย

ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

ที่มา : KResearch โดยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์

 

สำหรับแนวโน้มในระยะสั้น คาดว่า การขยายการลงทุนของบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของโลกในประเทศไทย ในช่วงปีที่ผ่านมา ในกลุ่มสินค้า เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน และกล้องดิจิตอล ซึ่งบางโครงการน่าจะเริ่มต้นส่งออกได้ภายในปีนี้ และน่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ายังขยายตัวเป็นบวกได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 แม้จะต้องเผชิญความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ที่จะส่งผลให้การส่งออกมีทิศทางชะลอตัวกว่าในครึ่งปีแรกค่อนข้างมาก

ส่วนแนวโน้มในระยะปานกลาง FTA จะยิ่งเพิ่มโอกาสและการแข่งขันทางธุรกิจภายหลังจากที่การเปิดเสรีจะเพิ่มความครอบคลุมมากขึ้น ทั้งในกรอบอาเซียนที่จะมุ่งสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (ASEAN Economic Community) ในปี 2558 และ FTA กรอบอื่นๆ ที่จะมีการลดภาษีเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอ่อนไหว ซึ่งความคืบหน้าที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไป คือ กลุ่มประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน (CLMV) จะปรับลดภาษีสินค้าลงเหลือ 0% ในปี 2558 ส่วนอินเดียจะทยอยลดภาษีลง และมีรายการที่มีภาษีเป็น 0% เพิ่มมากขึ้นในปี 2557 ปี 2559 และ ปี 2563 เป็นลำดับ ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสให้สินค้าไทยสามารถขยายตลาดในภูมิภาคดังกล่าวได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในระยะข้างหน้า โดยนอกจากที่ผู้ประกอบการจะต้องเผชิญกับการแข่งขันทั้งในตลาดโลกและตลาดในประเทศที่จะมีความรุนแรงมากขึ้นจากการเปิดการค้าเสรีแล้ว ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า เช่น ความท้าทายในการรักษาความเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญในอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต ซึ่งถึงแม้ว่าไทยมีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่ปัจจุบันไทยค่อนข้างเสียเปรียบประเทศคู่แข่งที่มีต้นทุนแรงงานต่ำ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ขณะที่ระบบโครงสร้างภาษีศุลกากรของไทยที่ไม่สอดคล้องระหว่างสินค้าต้นน้ำปลายน้ำ ก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนบางส่วนหันเหการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองของไทยก็ส่งผลในเชิงลบต่อความรู้สึกเชื่อมั่นของนักลงทุน

โดยสรุป อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทย โดยสร้างรายได้จากการส่งออกเป็นอันดับ 1 ของประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 28% ของมูลค่าการส่งออกรวมในปี 2552 แม้ในช่วงปี 2553 นี้ การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทยน่าที่จะเติบโตได้ในระดับสูง โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวของการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่ประมาณ 1722% ขณะที่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอาจขยายตัว 2227%

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในอนาคตของอุตสาหกรรมนี้ยังคงต้องอาศัยการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิสก์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามาโดยตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งหากบริษัทต่างชาติลดความสนใจในการลงทุนในไทยลง อาจส่งผลต่อโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ในประเทศไทยในอนาคต ซึ่งย่อมรวมไปถึงการส่งออกที่อาจจะลดลงตามการลงทุนจากต่างประเทศด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังจะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนที่เป็นบริษัทไทยซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมต้นน้ำของบริษัทต่างชาติ

แนวนโยบายของภาครัฐในการสนับสนุนส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าจึงต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ที่จะเป็นเป้าหมายของการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ในอนาคต โดยการสร้างความน่าดึงดูดให้แก่ประเทศไทยในสายตาของนักลงทุนนั้น จำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างบูรณาการ ทั้งมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคได้ ซึ่งปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนก็ได้มีการให้สิทธิประโยชน์จูงใจต่างๆ แก่นักลงทุน ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่นักลงทุนให้ความกังวล เช่น การปรับโครงสร้างภาษีให้มีความสอดคล้องระหว่างสินค้าต้นน้ำและปลายน้ำ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วในปัจจุบัน การพัฒนาทักษะและผลิตภาพของแรงงานซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้ทางหนึ่ง ขณะเดียวกัน ควรมีมาตรการตั้งรับการหลั่งไหลเข้ามาของสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันสินค้าราคาถูกที่ไม่ได้คุณภาพ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท