
ตลาดเงินสงบลง เงินบาทคงโดนกดดันจากจีน
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 36.20-36.50 ในสัปดาห์นี้ ซึ่งน่าจะเป็นสัปดาห์ที่ตลาดเงินสงบลง หลังจากที่ปั่นป่วนไปตามตลาดจีนในช่วงสองสัปดาห์ก่อน โดยในสัปดาห์นี้ ตลาดเงินสหรัฐปิดทำการในวันจันทร์ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจต่างๆ ค่อนข้างน้อย โดยตัวเลขจากสหรัฐที่ต้องจับตามีเพียงตัวเลขเงินเฟ้อและปริมาณการขายบ้านมือสอง ซึ่งจะทำให้ตลาดหันไปจับตาตัวเลขจากจีนแทน โดยจะมีตัวเลขเศรษฐกิจประจำเดือน ธ.ค.และเงินเฟ้อออกมา รวมทั้งการประชุมของธนาคารกลางยุโรปในวันที่ 21 ม.ค.นี้ จึงมองว่าเงินบาทจะซื้อขายในกรอบแคบ
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 36.20-36.50 ในสัปดาห์นี้ ซึ่งน่าจะเป็นสัปดาห์ที่ตลาดเงินสงบลง หลังจากที่ปั่นป่วนไปตามตลาดจีนในช่วงสองสัปดาห์ก่อน โดยในสัปดาห์นี้ ตลาดเงินสหรัฐปิดทำการในวันจันทร์ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจต่างๆ ค่อนข้างน้อย โดยตัวเลขจากสหรัฐที่ต้องจับตามีเพียงตัวเลขเงินเฟ้อและปริมาณการขายบ้านมือสอง ซึ่งจะทำให้ตลาดหันไปจับตาตัวเลขจากจีนแทน โดยจะมีตัวเลขเศรษฐกิจประจำเดือน ธ.ค.และเงินเฟ้อออกมา รวมทั้งการประชุมของธนาคารกลางยุโรปในวันที่ 21 ม.ค.นี้ จึงมองว่าเงินบาทจะซื้อขายในกรอบแคบ
นอกจากนี้ การปรับขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงปลายสัปดาห์ก่อนจะช่วยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนบางส่วนด้วย ถึงแม้เงินบาทจะเริ่มทรงตัวได้ในสัปดาห์นี้ ยังมองว่าปีนี้จะเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากโมเมนตัมเศรษฐกิจในประเทศส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ราคาน้ำมันที่ร่วงลงมากดดันให้เงินเฟ้อต่ำ ประเทศต่างๆ ยังไม่สามารถพึ่งพาจีนได้เหมือนในอดีต
ดังนั้น การที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศยังคงดอกเบี้ยต่ำและพยายามรักษาค่าเงินให้อยู่ในระดับต่ำ หมายความว่าความผันผวนในตลาดเงินจะเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนได้จากดัชนีหุ้น S&P500 ของสหรัฐที่ลดลงมาต่ำกว่า 1,900 จุดในสัปดาห์ก่อน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือน ก.ย. ส่วนราคาน้ำมันก็ปรับลดลงไปต่ำกว่า 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีอีกด้วย ดังนั้น หากตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนของจีนออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ อาจทำให้เงินหยวนอ่อนค่าลงอีกครั้งจนทำให้ตลาดตื่นกลัว
เงินบาท เปิดตลาดที่ 36.30 ก่อนจะซื้อขายในกรอบแคบระหว่าง 36.19-36.39 ในสัปดาห์นี้ โดยในช่วงต้นสัปดาห์ เงินบาทและสกุลเงินเอเชียผันผวนอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเข้าเก็งกำไรเงินหยวนในตลาดฮ่องกง (CNH) ทำให้ CNH อ่อนค่าไปถึง 6.70 ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2553 ทำให้ทางการจีนต้องออกมาเตือนนักเก็งกำไรว่าอย่าต่อสู้กับเขา และหลังจากนั้น ทางการก็เข้ามาแทรกแซงทำให้ต้นทุนกู้ยืมของนักเก็งกำไรเพื่อซื้อเงินดอลลาร์และขายเงินหยวนปรับสูงขึ้นถึง 110% นั่นหมายความว่านักลงทุนต้องจ่ายดอกเบี้ยในการเก็งกำไรดังกล่าว 110% ต่อปีทำให้นักลงทุนไม่สามารถเก็งกำไรต่อได้และบางส่วนก็ขาดทุนอย่างหนัก
หลังจากนั้น เงินหยวนก็เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น สะท้อนจากส่วนต่างระหว่างเงินหยวนในจีน (CNY) และ CNH ที่ปรับลดลงมาที่ 0.02 เท่านั้น หลังจากที่เพิ่มขึ้นไปถึง 0.14 ในสัปดาห์ก่อน โดยเห็นว่านับตั้งแต่ต้นปี สกุลเงินเอเชียอ่อนค่าลงแรง โดยเฉพาะค่าเงินของประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้ากับจีน อาทิ เกาหลีใต้และไต้หวัน ส่วนเงินบาทอ่อนค่าลงไม่มากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ในสัปดาห์นี้ เงินบาทปิดตลาดที่ 36.37
เงินยูโร เปิดตลาดที่ 1.0922 โดยในช่วงต้นสัปดาห์ เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก หลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ สะท้อนว่าการจ้างงานในเดือน ธ.ค.เพิ่มขึ้น 2.92 แสนตำแหน่ง มากกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะอยู่ที่ 2 แสนตำแหน่ง ทำให้เกิดแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐเล็กน้อย แต่หลังจากนั้น เงินเหรียญสหรัฐก็อ่อนค่าลงต่อเนื่อง และเงินยูโรปิดตลาดที่ 1.08
เงินเยน เปิดตลาดที่ 117.43 โดยเป็นการแข็งค่าเป็นสัปดาห์ที่ 2 เนื่องจากความผันผวนในตลาดเงินทำให้นักลงทุนยังต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าไปแตะระดับ 116.71 ซึ่งเป็นการแข็งค่าที่สุดในรอบ 4 เดือน และเงินเยนปิดตลาดที่ 117.40







