
Unusyally Uncertain
...สุกิจ อุดมศิริกุล
สวัสดีครับทุกท่าน บทความในสัปดาห์นี้ขอกลับไปที่เรื่องราวด้านเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งจะมีผลเชื่อมโยงต่อการวิเคราะห์แนวโน้มเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ (Foreign fund flow) ที่ดูเหมือนจะห่างหายจากตลาดหุ้นไทยไปนานตั้งแต่เกิดวิกฤตการเมืองเดือน พ.ค.
สำหรับหัวข้อบทความสัปดาห์นี้
“Unusually Uncertain” เป็นวาทะล่าสุดของ Ben Bernanke ประธานธนาคารกลางสหรัฐ คนปัจจุบัน ซึ่งผมคิดว่าอาจจะกลายเป็นที่กล่าวถึงในวงการการเงินไม่แพ้คำว่า “Extended Period”สำหรับวาทะที่ว่า
“Unusually Uncertain” นั้น เป็นการแสดงมุมมองครั้งล่าสุดของ Ben Bernanke ในสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงที่เหลือของปี 2553 ว่ามีความเสี่ยงที่จะชะลอตัว หลังจากธนาคารกลางสหรัฐได้ปรับลดเป้าหมาย GDP สหรัฐในปี 2553 ลงเหลือ 33.5% จากเดิม 3.23.7% สำหรับผมแล้วทุกครั้งที่ Ben Bernanke แสดงความเห็นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่เปลี่ยนไปจากเดิมนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตีความ ซึ่งในครั้งนี้หากตีความไปในด้านเศรษฐกิจชะลอตัว ก็จะส่งผลเสียต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก เพราะเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม Ben Bernanke ไม่ได้แสดงความเป็นห่วงอย่างเดียว แต่ได้ให้ความเชื่อมั่นกับนักลงทุนพร้อมกันด้วยว่าธนาคารกลางสหรัฐยังคงมีเครื่องมือที่พร้อมจะเข้าช่วยประคองเศรษฐกิจสหรัฐหากมีสัญญาณความเสี่ยงของภาวะถดถอยรอบ 2 (A DoubleDip Recession) ถึงแม้จะไม่ได้ระบุว่าเป็นเครื่องมืออะไร แต่คำพูดของ Ben Bernanke ถือว่าช่วยเรียกความเชื่อมั่นของตลาดคืนมาได้บ้าง ทั้งนี้ ผมคาดว่าเครื่องมือหลักของธนาคารกลางสหรัฐคงหนีไม่พ้นเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ผมคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐไม่น่าจะรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปี 2553 นี้ ซึ่งต้องถือว่าเป็นข่าวดีต่อตลาดหุ้น เนื่องจากจะส่งผลให้ต้นทุนเงินกู้ในสกุลเงินเหรียญสหรัฐต่ำต่อไป เช่นเดียวกันกับนโยบายในการดึงสภาพคล่องส่วนเกินออกจากระบบการเงินก็ไม่น่าจะทำได้เร็วเหมือนกับที่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2553 ซึ่งสภาพคล่องส่วนเกินนี้ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อตลาดหุ้นในปัจจุบันเครื่องมือต่อไปหากมีความจำเป็นจริงๆ ได้แก่ Quantitative Easing หรือ QE (การที่ธนาคารกลางเข้าซื้อตราสารหนี้ในช่วงที่เกิดวิกฤต ธนาคารกลางสหรัฐได้เข้าซื้อตราสารที่เกี่ยวกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์และพันธบัตรรัฐบาล เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณเงินในระบบและสนับสนุนสินเชื่อในภาวะที่สินเชื่อตึงตัว) ทั้งนี้ ผมคาดว่านักลงทุนในตลาดการเงินจะเริ่มกลับมาคาดการณ์เรื่องการกลับมาใช้นโยบาย QE รอบ 2 มากขึ้นจากนี้ไป
การคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐต่อไป และมีโอกาสนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ คือสัญญาณสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนเงินทุนต่างชาติให้มีโอกาสไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทยมากขึ้น โดยคาดว่ากลยุทธ์ Dollar Carry Trade (การกู้เงินเหรียญสหรัฐซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยต่ำมาลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า) จะกลับมาคึกคักขึ้น เนื่องจากไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับต้นทุนเงินกู้ที่จะเพิ่มสูงขึ้น โดยเป้าหมายการลงทุนของกลยุทธ์ Carry Trade ได้แก่ ค่าเงินของประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เช่น เงินวอนเกาหลีใต้ เงินรูเปียห์อินโดนีเซีย เงินบาท เงินเหรียญไต้หวัน ซึ่งประเทศเหล่านี้ล้วนมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วทั้งนั้น ซึ่งอาจจะผ่านทางตลาดพันธบัตร หรือตลาดหุ้นก็ได้
เศรษฐกิจไทยเติบโตดีกว่าคาดการณ์
การที่เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตดีกว่าคาดการณ์ของ Consensus และได้รับผลกระทบไม่มากจากเหตุการณ์ทางการเมืองในเดือน พ.ค. ส่งผลให้เห็นการปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2553 ในช่วงนี้ เริ่มตั้งแต่ World Bank, IMF, ADB และล่าสุด BOT ซึ่งปรับกรอบขึ้นมาเป็น 6.57.5% โดยที่การขยายตัวที่ดีกว่าที่คาดการณ์ของเศรษฐกิจไทยได้ส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25% ในวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มปรับขึ้นอีก 0.50% ในช่วงที่เหลือของปี 2553 ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยภายในที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะส่งผลให้เงินทุนต่างชาติมีโอกาสไหลกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี 2553 นอกเหนือจากปัจจัยด้านมหภาคที่กล่าวไปแล้ว
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงสร้างความผันผวนของตลาดการเงิน ได้แก่ การเมืองในประเทศ วิกฤตหนี้ยุโรปหลังจากผล Stress Test ไม่น่าเชื่อถือ และความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดนั้นคาดว่าจะมีผลต่อตลาดหุ้นในระดับที่ลดลงตามลำดับ ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อยู่ในการคาดการณ์ของตลาด และรัฐบาลของประเทศเหล่านั้นกำลังหาทางจัดการ จึงไม่น่าจะเกิดสิ่งที่ผิดไปจากที่ตลาดคาดการณ์มากๆ ดังนั้น ผมคิดว่าปัจจัยด้านสภาพคล่องส่วนเกินในระบบที่มีอยู่มากจะส่งผลบวกต่อตลาดมากขึ้น ดังนั้น ปรากฏการณ์เศรษฐกิจไม่ดีแต่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น จึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกเหมือนกับช่วงไตรมาส 12 ปี 2552
ดังนั้น หากนักลงทุนเชื่อเหมือนที่ผมเชื่อว่าเงินทุนต่างชาติจะทยอยไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ท่านก็ควรเตรียมกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสม โดยควรเน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งกลุ่มที่ผมคิดว่าตอนนี้โดดเด่นที่สุด คือ ธนาคาร เนื่องจากแนวโน้มกำไรในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจะได้รับประโยชน์จากการที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น โดยจะมีผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น







