posttoday
สัญญาณบวกหนุนตลาดหุ้นระยะ 3 ปี

สัญญาณบวกหนุนตลาดหุ้นระยะ 3 ปี

27 กรกฎาคม 2553

....พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ

ดัชนีหุ้นไทยใช้เวลาแค่ 2 เดือน วิ่งขึ้นราว 120 จุด มาปิดเหนือ 840 จุด แม้ระยะสั้นเสี่ยงจะเผชิญแรงขายทำกำไรแถว 860 จุด แต่แนวโน้มระยะปานกลางยาวยังดี หนุนโดยปัจจัยดังนี้

เศรษฐกิจไทยฟื้นเร็วและแรงกว่าที่คาด วันศุกร์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2553 เป็น 6.57.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 4.35.8% และสูงกว่าการคาดการณ์โดยเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่ 5.3% หลังเศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในครึ่งแรกปีนี้ อีกทั้งได้แรงหนุนจากการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองมีจำกัด

หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 6.57.5% จริง จะเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ ปีที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวคือไอเอ็มเอฟคาดการณ์ครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือน ก.ค.ว่า เศรษฐกิจของประเทศสำคัญในอาเซียนจะขยายตัวเฉลี่ย 6.4% ในปีนี้

เศรษฐกิจดีเกินคาด หนุนปรับเป้ากำไรและราคาเป้าหมาย การที่เศรษฐกิจไทยฟื้นเร็วเกินคาดและขยายตัวดีกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับมูลค่าหุ้น (Valuation) ของตลาดหุ้นไทยยังถูกกว่าของตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน ทำให้มีแนวโน้มที่นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการกำไรตลอดจนราคาเป้าหมายรายหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่เน้นตลาดในประเทศ (Domestic Plays) เช่น ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง การท่องเที่ยว และหุ้นค้าปลีกสมัยใหม่ ดังนั้นเป้าดัชนีหุ้นที่เคยมองกันไว้ที่ 900 ต้นๆ ในปีหน้า มีโอกาสสูงที่จะถูกปรับขึ้นตามไปด้วย

ในแง่ของวัฏจักรเศรษฐกิจไทยนั้น รอบวัฏจักรหนึ่งๆ (จากจุดต่ำสุด ขึ้นไปสูงสุด และถอยลงมาแตะจุดต่ำสุดอีกครั้ง) จะกินเวลาประมาณ 12 ปีโดยเฉลี่ย ทั้งนี้ช่วงขาขึ้นกับช่วงขาลงโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 6 ปี

จุดต่ำสุดของวัฏจักรรอบก่อนหน้านี้ คือปี 1998 ส่วนรอบนี้คือต้นปี 2009 จากนั้นก็ฟื้นตัวขึ้นมาเป็นลำดับ และมีแนวโน้มที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อเนื่องไปอีก 3 ปีเป็นอย่างน้อย

ช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องยาวๆ แบบนี้ ผลประกอบการของบริษัททั่วไปจะขยายตัวในอัตราเร่ง หนุนโดยประสิทธิภาพการผลิตหรือให้บริการที่สูงขึ้น จากการใช้อัตรากำลังการผลิตที่สูงขึ้น (ผลิตเพิ่มขึ้น โดยที่ยังไม่ต้องลงทุนขยายกำลังการผลิตรอบใหม่) หรือจากการผลิตขนาดใหญ่ขึ้น (Economy of Scale)

ดังนั้นหากตลาดหุ้นไทยไม่ถูกรบกวนอย่างรุนแรง ด้วยปัจจัยเสี่ยงภายนอกหรือการเมือง มีโอกาสสูงที่นักวิเคราะห์จะทยอยปรับขึ้นประมาณการกำไรและราคาเป้าหมาย

นอกเหนือจากประเด็นเศรษฐกิจไทยยังมีประเด็นบวกระยะสั้นที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นดังนี้

บรรเทาความวิตกปัญหาธนาคารในยุโรป วันศุกร์ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ในยุโรปเกือบทั้งหมดสอบผ่านการทดสอบความเข้มแข็งทางการเงินในภาวะวิกฤต (Stress Test) มีเพียง 7 จาก 91 ธนาคารที่สอบตก และต้องจัดเตรียมแผนเพิ่มทุน

ผลการทดสอบชี้ว่า ธนาคารในยุโรปสามารถทานทนความเสียหายจากหนี้เสียและการบันทึกผลขาดทุนจากเงินลงทุนมูลค่า 5.66 แสนล้านยูโรได้ กรณีที่เศรษฐกิจยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอยและอัตราดอกเบี้ยพุ่งขึ้น อันเป็นผลจากความเสี่ยงที่บางประเทศจะผิดนัดชำระหนี้

แม้การทดสอบครั้งนี้จะถูกวิจารณ์เรื่องความเข้มข้นของสมมติฐานที่ใช้ในการทดสอบ แต่มีผลช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนส่วนใหญ่ กล่าวคือ นักลงทุนสามารถแยกแยะธนาคารที่อ่อนแอออกจากธนาคารที่แข็งแรง ขณะที่มีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าทางการยุโรปสามารถดูแลความเสี่ยงของระบบการเงินโดยรวมได้

เศรษฐกิจยุโรปและสหรัฐแค่ชะลอตัว ยังไม่ถึงขั้นถดถอยซ้ำซ้อน อัตราการว่างงานที่สูงเฉียด 10% ขณะที่สถาบันการเงินยังไม่กลับมาปล่อยสินเชื่อตามปกติ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวของยุโรปและสหรัฐ เศรษฐกิจของทั้งสองภูมิภาคยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงอีกในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายอย่างทยอยหมดอายุลง และรัฐบาลยุโรปหลายชาติประกาศรัดเข็มขัดเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ

อย่างไรก็ดี ผมประเมินว่าเศรษฐกิจของทั้งสองภูมิภาคยังคงขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง กระท่อนกระแท่นบ้าง แต่ยังมีความเสี่ยงไม่สูงนักที่จะถดถอยซ้ำซ้อน ค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลงเกือบ 20% ในเวลาเพียง 7 เดือน ช่วยกระตุ้นการส่งออกของยุโรปและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากนอกภูมิภาค นอกจากนั้นพื้นฐานเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่อย่างเยอรมนีและฝรั่งเศสยังพอไปได้ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ภูมิภาคยุโรป

ปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปและสหรัฐทำให้อัตราดอกเบี้ยของทั้งคู่มีแนวโน้มจะทรงตัวในระดับต่ำต่อไปอย่างน้อยจนถึงกลางปีหน้า ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของเอเชียรวมถึงของไทยได้เปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาขึ้นแล้ว ช่องว่างอัตราดอกเบี้ยจะถูกถ่างออกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ ใน 12 เดือนข้างหน้า ประกอบกับการคาดการณ์ว่าเงินหยวนจะแข็งค่าขึ้น จะผลักดันให้ค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญเศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัวเร็วกว่าภูมิภาคอื่น ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนไหลเข้าเอเชียรวมถึงไทย

ต่างชาติยังถือหุ้นไทยน้อย ปัญหาการเมืองไทยขาดเสถียรภาพที่เรื้อรังมานาน รวมถึงเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวช้ากว่าเพื่อนบ้านมาหลายปี ทำให้นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ถือหุ้นไทยในเกณฑ์ต่ำกว่าน้ำหนักปกติ เมื่อเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะวิ่งเร็วกว่าเพื่อนบ้าน ขณะที่ Valuation ยังถูกกว่าโดยเปรียบเทียบ จึงมีโอกาสที่มุมมองต่อตลาดหุ้นไทยจะถูกปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น นอกจากนั้นช่องว่างอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มถ่างออกจากกันมากขึ้น รวมถึงการคาดการณ์ว่า เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จะดึงดูดให้เงินทุนไหลเข้าในระยะถัดไป

เศรษฐกิจดี ความเสี่ยงลด หนุนปรับเป้ากำไรและราคาเป้าหมาย การที่เศรษฐกิจไทยฟื้นเร็วเกินคาด จากที่เคย “วิ่งตาม” เพื่อนบ้านอาเซียนมาหลายปี กลายเป็น “วิ่งนำ” จะช่วยหนุนการปรับประมาณการกำไร

ขณะเดียวกันความเสี่ยงที่ลดลงทั้งประเทศ การเมืองและปัจจัยภายนอก แม้จะยังห่างไกลจากภาวะปกติ ทำให้นักลงทุนเรียกร้องค่าชดเชยความเสี่ยงลดลงด้วย ความต้องการเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นจึงเพิ่มขึ้นโดยปริยาย โดยเฉพาะในหุ้น Domestic Plays

เมื่อเศรษฐกิจไทยเริ่มวิ่งนำเพื่อนบ้าน นักลงทุนจะยอมรับค่าพีอีที่สูงขึ้น (ปัจจุบันค่าพีอีของตลาดหุ้นไทยยังต่ำกว่าพีอีเฉลี่ยของตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน) แม้ดัชนีหุ้นไทยจะวิ่งเร็วกว่าตลาดหุ้นเพื่อนบ้านในปีนี้ก็ตาม

การที่ดัชนีหุ้นวิ่งขึ้นมาเร็ว จะทำให้มีแรงขายทำกำไรออกมาเป็นระยะ โดยมีแนวต้านถัดไปอยู่ที่ 860 จุด อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาปัจจัยแวดล้อมตลาดหุ้นในขณะนี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่หุ้นไทยจะวิ่งต่อสำหรับภาพในระยะปานกลาง

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล