posttoday
ความผันผวน... เพื่อนแท้การลงทุน

ความผันผวน... เพื่อนแท้การลงทุน

16 มกราคม 2559

ยังไม่ทันจะผ่านเดือนแรกของปี 2559 หลายคนก็เจอ “ความผันผวน” ของตลาดทุนเล่นงานไปหลายหมัด

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]

ยังไม่ทันจะผ่านเดือนแรกของปี 2559 หลายคนก็เจอ “ความผันผวน” ของตลาดทุนเล่นงานไปหลายหมัด

ถึงจะเจ็บ จะจุก จากความผันผวนมากแค่ไหน ขอให้รู้ไว้ว่า ความผันผวน คือ เพื่อนแท้ของนักลงทุน และเพื่อนคนนี้ไม่มีวันจากเราไปไหน

โดยเฉพาะในปี 2559 ที่กูรูการลงทุนหลายคนลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ปีนี้ผันผวนหนักแน่ๆ เพราะฉะนั้นเตรียมใจต้อนรับ “เพื่อนรัก” คนนี้ไว้ได้เลย

และเพื่อให้เราทำใจรักความผันผวนได้ง่ายขึ้น เมื่อปลายปี 2558 Fidelity Worldwide Investment มีบทความเรื่อง “Volatility : 10 Key Messages for Investors” หรือแปลง่ายๆ ว่า 10 ข้อควรรู้เกี่ยวกับความผันผวน ซึ่งรับรองว่า ถ้าอ่านจบครบ 10 ข้อนี้แล้ว เราจะรักความผันผวนขึ้นมาทันที

(ขอบคุณ อาทิตย์ ทองเจริญ ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย ที่นำมาแปลและเรียบเรียงไว้ในบทความเรื่อง บัญญัติ 10 ประการที่ผู้ลงทุนควรรู้เกี่ยวกับ “ความผันผวน”)

1.ความผันผวนเป็นเรื่องปกติ

ถ้าคิดจะเป็นนักลงทุน สิ่งแรกที่ต้องเตรียมใจไว้เลยก่อนเลยว่า จะต้องเจอกับความผันผวนแน่ๆ เพราะความผันผวนเป็นเรื่องปกติของการลงทุน

“คุณไม่สามารถที่จะหลีกหนีความผันผวนไปได้ไม่ว่าจะพยายามมากสักเพียงใด” อาทิตย์ ระบุ เพราะปัจจัยต่างๆ ในตลาดหุ้นอยู่เหนือการควบคุมของนักลงทุน

เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่ทำได้ คือ ทำใจ และยอมรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้น และเมื่อเราทำใจยอมรับมันได้แล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็จะไม่ตื่นตระหนก และตอบสนองต่อความผันผวนที่เกิดขึ้นด้วยเหตุด้วยผล และด้วยหัวใจของการเป็นนักลงทุนระยะยาว

2.ความผันผวน คือ รางวัล

ถ้าในการลงทุนไม่มีความผันผวน นักลงทุนอย่างเราคงจะห่อเหี่ยวกันน่าดู เพราะแทบจะไม่มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงๆ กันเลย

ลองคิดดูว่า ถ้าโลกนี้มีแต่การลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยๆ อย่างเช่น ตราสารหนี้ และเงินฝาก ที่ให้ผลตอบแทนน้อยมากในแต่ละปี และไม่ว่าจะลงทุนยาวนานแค่ไหนก็ไม่ได้ทำให้เงินงอกเงยขึ้นมามากนัก

แต่ถ้าเป็นการลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนสูง (จนถึงสูงมากในบางช่วงเวลา) แต่มันก็ให้รางวัลความอดทนของเราด้วยโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 10% ในระยะยาว และแน่นอนว่า รางวัลที่ได้จะดีกว่าการลงทุนที่มีความผันผวนต่ำ

นอกจากนี้ ในบทความนี้ยังยกตัวอย่างการลงทุนในตราสารหนี้และหุ้น ด้วยเงิน 100 เหรียญสหรัฐ เท่าๆ กัน ตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปี 2558 เงินจำนวนเดียวกันนี้เพิ่มพูนขึ้นมาเป็น 31,134 เหรียญสหรัฐ ถ้าเป็นการลงทุนหุ้น แต่ตราสารหนี้จะได้แค่ 1,016 เหรียญสหรัฐ

3.หุ้นตกเป็นโอกาสลงทุน

เวลาที่ตลาดหุ้นกำลังอยู่ในขาขึ้นหรือ “ภาวะกระทิง” จะมีการปรับฐานหรือปรับลดลงได้เสมอ และในภาวะกระทิงแต่ละรอบอาจเกิดการปรับฐานได้หลายครั้ง

แต่ในเวลาที่ตลาดหุ้นปรับฐานแบบนี้ นักลงทุนที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของตลาดหุ้นและความผันผวนที่เป็นเรื่องปกติก็มักจะตกใจกลัว จนบางครั้งกลายเป็นเสียโอกาสลงทุน

ทั้งๆ ที่เราสามารถฉวยจังหวะที่ตลาดหุ้นปรับฐานเป็นโอกาสลงทุนในระดับราคาที่น่าสนใจ เพื่อโอกาสได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเมื่อตลาดฟื้นตัวกลับขึ้นมา

ดูอย่างตลาดหุ้นไทยใน 20 ปีที่ผ่านมา ก็มีทั้งขึ้นและลง (เคยลดลงไปถึง 250 จุด หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง) และหลังจากที่ปรับลดลงไปแล้วจะกลับมาทำสถิติขึ้นไปจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง

4.อย่าจับจังหวะลงทุน

ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะสามารถ “จับจังหวะการลงทุน” ได้อย่างถูกต้องแม่นยำแบบ 100% และยิ่งเราพยายามจะจับจังหวะการลงทุน โดยการเข้าๆ ออกๆ จากตลาด จะกลายเป็นผลเสียมากกว่าคนที่ลงทุนต่อเนื่องเป็นเวลานาน

นั่นเพราะเราอาจจะตัดสินใจผิดพลาด เข้าลงทุนในเวลาที่เลวร้ายและออกจากตลาดไปในเวลายอดเยี่ยม ซึ่งจะกลายเป็นการพลาดโอกาสได้กำไรไปอย่างมหาศาล

บางทีเราอาจคิดว่า ก็แค่พลาดที่จะลงทุนในวันดีๆ ไปแค่ไม่กี่วันคงไม่ได้ทำให้กำไรหายไปสักเท่าไร

แต่จากข้อมูลของ Fidelity พบว่า ถ้าเราลงทุนในดัชนี S&P500 ตั้งแต่ปี 2531-2558 เราจะได้ผลตอบแทน 733% แต่หากเราพลาดวันดีๆ ไปแค่ 5 วัน กำไรเราจะลดลงเหลือ 452% และเหลือแค่ 71% ถ้าพลาดไปเพียง 30 วัน

5.ลงทุนเป็นประจำทำแล้วดี

การลงทุนเป็นประจำสม่ำเสมอ (Dollar Cost Average) แม้ว่าจะไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ขาดทุน แต่ในภาวะที่ตลาดผันผวนจะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยลดลง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดปรับลดลงจะยิ่งทำให้ต้นทุนถูกลงไปอีก

6.กระจายเสี่ยงช่วยลดผันผวน

ถ้าการลงทุนหุ้นเพียงอย่างเดียวทำให้ต้องเจอกับความผันผวนมากเกินไป ลองกระจายเงินออกไปลงทุนสินทรัพย์อื่นๆ ดูบ้าง เพราะจะช่วยให้ความผันผวนลดลง หรือแม้แต่ลงทุนหุ้นที่มีความแตกต่างกัน ต่างอุตสาหกรรมกัน ก็ช่วยลดความผันผวนลงได้

7.ลงทุนหุ้นดีมีรายได้ประจำ

ไม่ว่าราคาหุ้นจะผันผวนรุนแรงแค่ไหน ถ้าเราเลือกลงทุนหุ้นของบริษัทที่ดีมีคุณภาพและให้เงินปันผลสม่ำเสมอ เราก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความผันผวนอีกแล้ว เพราะเราจะมีรายได้สม่ำเสมอจากเงินปันผล

นอกจากนี้ บริษัทที่มีผลดำเนินงานที่แข็งแกร่งก็มักจะเป็นบริษัทที่อยู่รอดปลอดภัย ไม่ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร

8.เอากำไรไปลงทุนต่อ

ถ้าต้องการเพิ่มผลตอบจากการลงทุนให้มากขึ้น เราควรนำเงินปันผลที่ได้ไปลงทุนต่ออีกรอบหนึ่ง เพราะจะทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเหมือนเป็นดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งนักลงทุนที่จะทำแบบนี้ได้ต้องเป็นนักลงทุนที่มีวินัยการลงทุนอย่างมาก แต่เชื่อเถอะว่า ผลที่ได้จะคุ้มค่า

ถ้าไม่แน่ใจว่า เราจะอดใจไม่นำเงินปันผลออกไปใช้และนำไปลงทุนได้ แนะนำให้เลือกลงทุนในกองทุนหุ้นที่ไม่มีนโยบายจ่ายปันผล เพราะกองทุนจะนำเงินปันผลที่ได้ไปลงทุนต่อให้เราเอง

9.อย่าหวั่นไหว

ในแต่ละยุค แต่ละสมัย ก็มันจะมีอุตสาหกรรมยอดนิยม หรือธีมการลงทุนที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนส่วนใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมไอทีในช่วงปี 2533 หรือหุ้นตลาดเกิดใหม่ก็เคยได้รับความนิยมอยู่ระยะหนึ่ง

ไม่ว่าเทรนด์การลงทุนในช่วงนั้นจะเป็นอย่างไร นักลงทุนหมดความน่าสนใจไปแล้วหรือยัง แต่หากมองให้ลึกลงไปในแต่ละอุตสาหกรรมจะมี “ของดี” ซ่อนอยู่เสมอ

เพราะฉะนั้นอย่าให้ความหวั่นไหว หรือความผันผวนในภาวะตลาดมาบดบัง “ปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง” ของหุ้นที่เราลงทุน เพราะอาจจะทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้

10.ลงทุนเชิงรุกเหมาะกว่า

ในช่วงที่ตลาดผันผวนก็มักจะทำให้ดัชนีหุ้นเคลื่อนไหวขึ้นๆ ลงๆ ไม่ได้ไปไหนไกล หรือที่เรียกว่า “Sideway” ทำให้การลงทุนตามดัชนี (Passive) จะมีความผันผวนไปตามดัชนีที่อ้างอิงไปด้วย

ในขณะที่การลงทุนเชิงรุก (Active) ที่คัดเลือกหุ้นที่จะลงทุน โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน เลือกลงทุนในบริษัทที่ดี อาจจะทำให้มีความผันผวนน้อยกว่าดัชนี หรือมีผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดหุ้น

แต่ไม่ว่า จะเป็นการลงทุนแบบ Passive หรือ Active ก็ต้องย้อนกลับไปดูข้อที่ 1 คือ “ความผันผวนเป็นเรื่องปกติ” ที่เราไม่มีทางหลบหลีกไปได้ถ้าคิดจะเป็นนักลงทุน แต่เราจะอยู่กับความผันผวนด้วยความเข้าใจและได้กำไรเป็นรางวัลตอบแทน

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี