
จับทิศโลกล้อมไทย ‘ปรเมธี’ หนุนไทยร่วมวง RCEP
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
ปีนี้ยังคงเป็นอีกปีที่จะเกิดปรากฏการณ์ “โลกล้อมไทย” ต่อเนื่องจากปีแล้ว ทั้งจากกรณีองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ตรวจพบข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย (SSC) ในการกำกับดูแลสายการบิน ซึ่งทางการไทยจะต้องเร่งแก้ไขให้ลุล่วงก่อนที่อุตสาหกรรมการบินของไทยจะได้รับความเสียหายมากกว่านี้
ขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) จะพิจารณาว่าจะปลดใบเหลืองหรือให้ใบแดงแก่ประเทศไทยกรณีการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) ในอีก 6 เดือนนับจากนี้
นอกจากนี้ ปี 2559 ยังเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการค้าขายระหว่างประเทศ เพราะจะมีการเปิดเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่ของโลก ทั้งความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) และการเจรจาเพื่อบรรลุความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)
ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” เกี่ยวกับปรากฏการณ์โลกล้อมไทย ดังนี้
กรณี ICAO IUU RCEP TPP สศช.มองเป็นปัจจัยเสี่ยงหรือเป็นโอกาสอย่างไร
เรื่อง IUU ถ้าจะกระทบ มันก็คงจะกระทบระดับเซ็กเตอร์ คือ เซ็กเตอร์ประมงที่จะได้รับความเดือดร้อนและเป็นเซ็กเตอร์ที่ใหญ่ แต่เราก็ไม่ได้ขายสินค้าประมงไปให้ยุโรปกลุ่มเดียว ซึ่งเรา (สศช.) ก็เคยประเมินไว้เหมือนกันว่า มันไม่ได้รุนแรงในภาพรวม แต่จะกระทบรุนแรงสำหรับสาขา โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นเรือลำเล็กลำน้อย ส่วน ICAO เรายังไม่ได้ประเมิน และก็ดูลำบากเพราะเราไม่รู้ว่าจะมีสายการบินของไทยถูกห้ามหรือเปล่า แต่เท่าที่ติดตามก็เห็นว่ามีการพูดคุยและแก้ปัญหามามากแล้ว ส่วนสายการบินเองก็มีการปรับตัว
ส่วนเรื่องการค้าเสรี ถ้าเป็นปี 2559 ก็ต้องย้ำก่อนว่า ในส่วนของการเปิดประชาคมอาเซียน ซึ่งจะมีการลดภาษีในตลาดเพื่อนบ้าน และเป็นตลาดที่ยังดีสำหรับประเทศไทย เพราะในขณะที่การส่งออกของเราไปตลาดอื่นติดลบ แต่การส่งออกไปตลาดเพื่อนบ้านยังเป็นบวก ถ้าเขาบริโภคมากขึ้นก็จะสนับสนุนการส่งออกของเราเพิ่มขึ้น
สำหรับกรณีการเปิดเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่ เช่น TPP หรือแม้แต่การเปิด RCEP ผมคิดว่าคงจะยังไม่มีผลกระทบอะไรเข้ามาเร็ว โดยเฉพาะข้อตกลง TPP เพราะจะบรรลุข้อตกลงแล้ว แต่สมาชิกทั้ง 12 ประเทศยังอยู่ในช่วงที่ต้องเสนอเรื่องไปให้สภายอมรับ เพราะที่จบลงไปนั้น คือ การเจรจาและการเตรียมการเพื่อเปิดเสรีเต็มที่ยังต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 ปี
ไทยควรรีบกระโดดเข้าร่วม TPP หรือไม่
ไม่ควร เพราะว่าในบ้านเราเองยังคุยกันไม่รู้เรื่อง คือ TPP มันมีทั้งคนได้ คนเสีย และเราก็ยังไม่รู้ว่าเงื่อนไขและรายละเอียดที่เป็นความกลัวหรือความระมัดระวังมีเรื่องอะไรบ้าง แต่คนก็เป็นห่วงเรื่องสิทธิบัตรยา สิทธิบัตรพันธุ์พืช ซึ่งเราจะต้องทำความเข้าใจว่า แต่ละเรื่องมีเงื่อนไขและผลกระทบที่แท้จริงสักขนาดไหน ส่วนคนอยากเข้า TPP ก็มองว่าเป็นเงื่อนไขที่ดี หากสินค้าไทยเข้าตลาดสหรัฐได้เยอะขึ้น ดังนั้น เรื่องนี้จึงมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ซึ่งต้องทำให้คนทั้งประเทศยอมรับร่วมกันก่อน
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวกังวลว่าการรีบโดดเข้าไปจะทำให้เกิดปัญหาภายในเหมือนกับ FTA ไทย-สหรัฐ (Thai-US FTA) เพราะการเจรจาที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน พบว่ามีคนมาประท้วง
ข้างนอกสถานที่ประชุมทั้งที่ จ.เชียงใหม่ และพระนครศรีอยุธยา ผมจึงไม่อยากให้มีอะไรเข้ามากระทบบรรยากาศในประเทศในขณะนี้
ส่วนการเปิดเจรจา RCEP ผมว่าน่าจะโอเค เพราะมาตรฐานไม่ได้เข้มงวดอะไรมากนัก และก็เป็นการเจรจาในกลุ่มเอเชียเราเอง อีกทั้งยังถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่มีศักยภาพอยู่ก็น่าจะมาชดเชยที่ไม่ได้เข้า TPP ได้ ดังนั้น RCEP ควรเร่ง แต่ส่วนของ TPP ต้องอธิบายทำความเข้าใจคนที่เขาห่วงให้ได้ก่อน และต้องดูว่าแต่ละประเทศมีโมเดลอย่างไร อย่างญี่ปุ่นที่เข้า TPP นั้น ต้องยอมรับว่าอำนาจการต่อรองเขาสูง บางเรื่องญี่ปุ่นลดเงื่อนไขเพียงเล็กน้อย หรือผ่อนเวลาได้นานเป็น 10 ปีถึงจะลดภาษี
แต่แน่นอนว่า หากไทยไม่เข้าร่วม TPP แม้ว่าเราจะประเมินว่าไม่ทำให้การส่งออกของเราได้รับผลกระทบมาก แต่อาจจะมีภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบบ้าง เช่น รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และประเทศที่จะได้ประโยชน์มาก คือ เวียดนาม มาเลเซีย ซึ่งแม้ว่ามันจะมองเหมือนกับว่าเราไม่เสียอะไร แต่เพื่อนจะวิ่งเร็วกว่าเรา
หากพิจารณา TPP ให้ชัดเจนแล้ว เราต้องประเมินผลกระทบให้ชัดเจน เช่น เรื่องยาและการเข้าถึงยาที่เป็นเรื่องของชีวิตคน เป็นเรื่องของคนจน จึงเป็นเรื่องที่เราต้องตัดสินใจ และเมื่อตัดสินใจแล้วจะต้องอธิบายได้ เพียงแต่ว่าขณะนี้ผมไม่อยากให้เกิดการต่อต้านบางจุดจนอาจจะเป็นปัญหาลุกลามได้ และมันเป็นประเด็นในประเทศเรามากกว่า
ขณะที่การที่มีคนในประเทศไม่เข้าใจและไม่ยอมรับ มันจะสร้างปัญหา เพราะเจรจากันอยู่แล้วมีคนมาประท้วงมันจะกระทบกับบรรยากาศด้วย แล้วยังมีผลกระทบจริงๆ ที่คนเป็นห่วงด้วย ก็ควรจะพิจารณาให้แน่ใจ อธิบายเขาได้ มันก็จะมีการหวาดระแวง เช่น เรื่องยาเราอาจได้ไม่คุ้มเสีย
ส่วนที่ญี่ปุ่นอยากให้ไทยเข้า TPP
ก็เขาเข้าไปแล้ว และเขาก็อยากมาลงทุนเมืองไทย ซึ่งถ้าเราเข้า เขา (ญี่ปุ่น) ก็ได้ประโยชน์ อย่างที่บอกว่าเราจะต้องอธิบายคน เพราะเขาไม่ได้เป็นคนต้องมารับภาระ เขาก็ส่งของไปสหรัฐได้เพิ่มขึ้น บริการก็ส่งไปได้ แน่นอนว่าถ้าเข้าก็ได้ประโยชน์ แต่จะต้องอธิบายให้ได้







