posttoday
ปัจจัยกระทบราคายาง

ปัจจัยกระทบราคายาง

15 มกราคม 2559

ยางธรรมชาติเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย โดยในแต่ละปีประเทศไทยสามารถผลิตและส่งออกยางธรรมชาติได้มากกว่า 1 ล้านตัน นับเป็นผู้ส่งออกยางอันดับต้นๆ ของโลก อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาหลายท่านอาจจะได้รับรู้ถึงสถานการณ์ราคายางในตลาดโลกและในประเทศไทยที่ปรับตัวลดลง และมีความกังวลว่าทิศทางราคายางในอนาคตจะเป็นไปในทิศทางใด ในคราวนี้จึงจะถือโอกาสมาพูดคุยเกี่ยวกับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคายาง ซึ่งจะช่วยให้หลายท่านสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคตได้ง่ายขึ้น

ยางธรรมชาติเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย โดยในแต่ละปีประเทศไทยสามารถผลิตและส่งออกยางธรรมชาติได้มากกว่า 1 ล้านตัน นับเป็นผู้ส่งออกยางอันดับต้นๆ ของโลก อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาหลายท่านอาจจะได้รับรู้ถึงสถานการณ์ราคายางในตลาดโลกและในประเทศไทยที่ปรับตัวลดลง และมีความกังวลว่าทิศทางราคายางในอนาคตจะเป็นไปในทิศทางใด ในคราวนี้จึงจะถือโอกาสมาพูดคุยเกี่ยวกับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคายาง ซึ่งจะช่วยให้หลายท่านสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคตได้ง่ายขึ้น

ยางธรรมชาติจัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการกำหนดราคาของสินค้าโภคภัณฑ์จะเป็นไปตามกลไกตลาดหรือความสมดุลระหว่างความต้องการใช้ (ความต้องการซื้อ หรือและปริมาณการผลิตของสินค้าประเภทดังกล่าว เช่น หากมีความต้องการใช้ยางมากกว่าปริมาณการผลิตก็จะทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ในทางกลับกันหากมีกำลังการผลิตล้นตลาด ก็จะส่งผลให้ราคายางปรับตัวลดลง ดังนั้นหากต้องการจะคาดการณ์ทิศทางของราคายางในอนาคต ก็จะต้องทำความเข้าใจด้านอุปสงค์และด้านอุปทานของยางธรรมชาติ

เริ่มจากด้านความต้องการซื้อของยาง ความต้องการใช้ยางธรรมชาติส่วนใหญ่จะผูกพันอยู่กับภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เนื่องจากมีสินค้าหลายประเภทที่ใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิต เช่น ยางรถยนต์ ถุงมือยาง รองเท้า ชิ้นส่วนเครื่องจักร เป็นต้น ดังนั้นหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวเช่นในปัจจุบันก็จะส่งผลให้ราคายางปรับตัวลดลงด้วย ตัวอย่างเช่น ภาพเศรษฐกิจไม่ดีทำให้มีคนซื้อรถยนต์น้อยลง ย่อมส่งผลให้ความต้องการยางรถยนต์ลดน้อยลงไปด้วย ในทางกลับกัน หากย้อนกลับไปดูในช่วงปี 2552-2554 ที่ราคายางปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนราคาแพงขึ้นไปถึงเกือบ 200 บาท/กิโลกรัม จะพบว่าเป็นช่วงที่ประเทศจีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรง ส่งผลให้มีความต้องการใช้ยางในการผลิตสินค้าเป็นปริมาณมากนั่นเอง

แม้ว่ายางธรรมชาติจะเป็นวัตถุดิบที่สำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรม แต่ยางธรรมชาติเองก็มีคู่แข่งหรือวัตถุดิบที่ผู้ผลิตสามารถนำมาใช้แทนกันได้ นั่นคือ ยางสังเคราะห์ ซึ่งเป็นผลิตผลที่สังเคราะห์มาจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ส่งผลให้ราคายางและราคาน้ำมันมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ราคาของยางสังเคราะห์ก็จะปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตสนใจที่จะเลือกใช้ยางธรรมชาติมากกว่า และเป็นการเพิ่มอุปสงค์ของยางธรรมชาติที่ช่วยผลักดันราคาให้สูงขึ้น ในทางกลับกันกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างเช่นในปัจจุบัน ผู้ผลิตก็จะให้ความสนใจในยางสังเคราะห์มากกว่ายางธรรมชาติ ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางธรรมชาติจะปรับตัวลดลง ดังนั้นผู้ผลิตยางธรรมชาติจึงจำเป็นต้องขายที่ราคาต่ำลง เพื่อที่จะสามารถสู้กับยางสังเคราะห์ได้

นอกจากด้านอุปสงค์แล้ว ด้านอุปทานก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็นปัจจัยกำหนดราคาด้วยเช่นกัน ในช่วงปี 2552-2554 ที่ราคายางอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้มีผู้สนใจเริ่มปลูกยางเพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากยางพาราเป็นพืชที่ต้องใช้เวลาราว 3-5 ปีก่อนที่จะเริ่มกรีดเพื่อเก็บน้ำยางได้ ทำให้กำลังการผลิตเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นในอีก 3-5 ปีให้หลัง ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจประเทศจีนเริ่มชะลอตัวลง ส่งผลให้ในตลาดมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่ นับเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันให้ราคายางปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ

ในทางกลับกัน หากมีเหตุการณ์ที่ส่งผลรบกวนต่อปริมาณยางที่ผลิตได้ เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ สภาพอากาศแปรปรวน ก็จะส่งผลให้กำลังการผลิตลดลง ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ราคายางปรับตัวขึ้น ตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันทั่วโลกมีปรากฏการณ์เอลนินโญ ซึ่งเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ความแปรปรวนของสภาวะอากาศและอุณหภูมิของโลก ซึ่งหน่วยงานรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัดทำดัชนี MEI (Multivariate ENSO Index) ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกความรุนแรงของปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งหากค่าของดัชนี MEI ปรับตัวสูงขึ้น ก็สามารถตีความหมายได้ว่าสภาพอากาศจะมีความผิดปกติมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ราคาของยางธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

จะเห็นได้ว่าการเคลื่อนไหวของราคายางจะเป็นไปตามกลไกตลาดโลก โดยมีปัจจัยหลายอย่างทั้งในด้านความต้องการใช้ยางและปริมาณยางที่สามารถผลิต ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำสุดของรอบ 11 ปี รวมไปถึงปริมาณการผลิตที่คงที่หรือสูงขึ้น

จึงไม่น่าประหลาดใจที่ราคายางจะอยู่ในระดับต่ำ การที่ราคายางจะสามารถปรับตัวขึ้นได้ ก็จำเป็นต้องอาศัยกลไกตลาดเป็นตัวผลักดันเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนให้สร้างสินค้าและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มความต้องการใช้ยางให้สูงขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องนอนยางพารา การสร้างลู่วิ่งในสนามกีฬาจากยางพารา หรือการสร้างถนนโดยใช้ยางพารา เป็นต้น

ทั้งนี้ ความผันผวนของราคายางในตลาดนับเป็นความเสี่ยงที่สำคัญของเกษตรกรผู้ผลิตยางและผู้ประกอบการ การใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับยางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3 Futures) นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคายางได้ ซึ่ง TFEX จะเริ่มจัดให้มีการซื้อขาย RSS3 Futures ในเร็วๆ นี้ และปัจจุบัน TFEX ได้เริ่มเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ RSS3 Futures ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไปผ่านทางเว็บไซต์ www.tfex.co.th สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจยังสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการ

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี