
พี.เอฟ.พี.ชิงตลาดซีแอลเอ็มวี
พี.เอฟ.พี เร่งบุกตลาดซีแอลเอ็มวี ลุยหาพันธมิตรลงทุนเวียดนาม ตั้งเป้าปีนี้โต 15-20%
พี.เอฟ.พี เร่งบุกตลาดซีแอลเอ็มวี ลุยหาพันธมิตรลงทุนเวียดนาม ตั้งเป้าปีนี้โต 15-20%
นายธวัชชัย รัตนะพิสิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท พี.เอฟ.พี. เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทจะเน้นขยายตลาดไปยัง 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ตลาดเพื่อนบ้านอาเซียน โดยเฉพาะประเทศลุ่มน้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี) ตลาดตะวันออกกลางและจีน โดยปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตในตลาดอาเซียนไว้ที่ 15% หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 1,500-1,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านบาท ส่วนตลาดซีแอลเอ็มวีตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 15-20% จากปีก่อนที่มีมูลค่ารวม 200-300 ล้านบาท
“ปัจจุบัน พี.เอฟ.พี.มีสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ 40% ของการผลิตทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออกรวมประมาณ 1,300 ล้านบาท ซึ่งในอนาคตหากตลาดส่งออกตลาดต่างประเทศมีการเติบโตมากขึ้น
ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับสัดส่วนระหว่างการผลิตเพื่อส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศ เนื่องจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในขณะนี้เอื้อต่อการส่งออก” นายธวัชชัย กล่าว
ทั้งนี้ ตลาดส่งออกหลักอยู่ในกลุ่มตลาดอาเซียน 70% โดยจำนวนนี้มาจากตลาดซีแอลเอ็มวี 5% รองลงมาคือ ตลาดจีน มีสัดส่วน 15% ตลาดตะวันออกกลาง 2-3% ส่วนที่เหลือเป็นตลาดยุโรปและอื่นๆ
นายธวัชชัย กล่าวว่า ตลาดซีแอลเอ็มวีเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีโอกาสอย่างมากหลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะกฎเกณฑ์ต่างๆ ผ่อนคลายดีขึ้น การคมนาคมขนส่งก็มีความสะดวกมากขึ้น รวมทั้งบริษัทเองก็มีการค้าขายสินค้าตามแนวชายแดนมานานแล้ว และผู้บริโภคเพื่อนบ้านก็เชื่อมั่นในสินค้าไทย จึงน่าจะทำให้สินค้าของ พี.เอฟ.พี.เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการบริโภคของตลาดเพื่อนบ้านได้ไม่ยาก
“หากโฟกัสตลาดซีแอลเอ็มวี ต้องบอกว่าตลาดกัมพูชามีความน่าสนใจในด้านของอัตราการเติบโตมาก เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาที่บริษัทเริ่มเข้าไปทำตลาด คาดว่าการเติบโตน่าจะอยู่ที่ระดับ 20% แต่พบว่าการเติบโตจริงสูงถึง 25-28% แต่ที่บริษัทสนใจจะขยายการลงทุนเข้าไปคือ เวียดนาม เพราะมีทั้งกำลังคน วัตถุดิบ และขนาดตลาดที่ใกล้เคียงกับไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหาพันธมิตรคู่ค้าและ
ดูเรื่องกฎหมายให้ชัดเจนลงตัวก่อน” นายธวัชชัย กล่าว
สำหรับกลยุทธ์รุกตลาดซีแอลเอ็มวีนั้น บริษัทจะร่วมมือกับพันธมิตรคู่ค้าที่มีอยู่ในแต่ละประเทศจัดกิจกรรมและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อในช่องทางต่างๆ ให้มาก และอาศัยช่องทางการค้าชายแดนและการเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกันจัดแคมเปญร่วมกับแคมเปญในไทย เพื่อให้ผู้บริโภคเพื่อนบ้านได้มีส่วนร่วม และเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นอัตราการเติบโตในตลาดเพื่อนบ้านซีแอลเอ็มวีให้เติบโตต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี จากปัญหาเรื่องการใช้แรงงานผิดกฎหมายในภาคประมง (ไอยูยู) จนโดนใบเหลืองนั้น ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อบริษัทเช่นกัน ทำให้บริษัทต้องปิดโรงงานผลิตเนื้อปลาบดลง เพราะทำให้มีสินค้าป้อนการผลิตลดลงจนไม่คุ้มต่อการประกอบการ โดยบริษัทได้ปรับเปลี่ยนโรงงานดังกล่าวมาเป็นโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าใหม่ที่แตกไลน์เพิ่มขึ้นมาในปีนี้เพื่อทดแทน รวมทั้งที่ผ่านมาได้มีการสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศบางส่วนอยู่แล้ว จึงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก







