
เตรียมพร้อมยื่น ภาษีกันยัง
เริ่มปีแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่ผมไม่ชอบเลยทุกที ก็คือเรื่องการที่ต้องยื่นภาษี ยอมรับนะถึงรู้ว่าเป็นหน้าที่ แต่ก็เสียดายเงินทุกครั้งที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่ว่าจะไม่ชอบยังไงก็ต้องเสียภาษีอยู่ดี งั้นเรามาดูกันนะครับ ในเมื่อต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ยื่นภาษีอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์มากที่สุด
เริ่มปีแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่ผมไม่ชอบเลยทุกที ก็คือเรื่องการที่ต้องยื่นภาษี ยอมรับนะถึงรู้ว่าเป็นหน้าที่ แต่ก็เสียดายเงินทุกครั้งที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่ว่าจะไม่ชอบยังไงก็ต้องเสียภาษีอยู่ดี งั้นเรามาดูกันนะครับ ในเมื่อต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ยื่นภาษีอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์มากที่สุด
อันดับแรกเลยครับ เช็กเอกสารประกอบการยื่นภาษีก่อนว่าพร้อมยัง เช่น หนังสือรับรองเงินเดือน (50 ทวิ) จากนายจ้าง ใบกำกับภาษีสำหรับเงินปันผล ใบกำกับภาษีสำหรับดอกเบี้ยเงินฝาก (กรณีจะยื่นรวมเพื่อคำนวณภาษี) หนังสือรับรองการซื้อขาย RMF และ LTF หนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ ใบเสร็จเบี้ยประกันชีวิต ใบเสร็จเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา หนังสือรับรองดอกเบี้ยที่จ่ายสำหรับการกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อที่อยู่อาศัย ใบเสร็จเงินบริจาคทั้งโรงเรียน มูลนิธิและวัด ใบเสร็จจากการท่องเที่ยวในประเทศ ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบสำหรับการซื้อของและบริการระหว่างวันที่ 25-31 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา หากตรวจสอบแล้วยังไม่ครบ ก็ไม่ต้องรีบนะครับ รอให้ครบก่อนค่อยยื่นทีเดียว
อันดับสอง คือ ยื่นทางอินเทอร์เน็ตแต่เนิ่นๆ ข้อดีที่เห็นได้ชัด คือ ได้รับคืนเงินภาษีเร็วขึ้น เนื่องจากไปช่วยลดขั้นตอนการบันทึกข้อมูล การตรวจสอบการบันทึกข้อมูลของกรมสรรพากร และการยื่นก็มีความปลอดภัยสูง โดยกรมสรรพากรได้ปรับปรุงระบบการยื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ต ให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล แถมยังยื่นได้ตลอด 24 ชม.ของทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ และมีโปรแกรมที่จะช่วยตรวจสอบข้อมูลขั้นต้น ตามที่กรอกไว้ในแบบฯ
แถมหากระบบพบการกรอกข้อมูลที่ผิดพลาดในบางกรณี เช่น กรอกจำนวนซื้อ RMF เกินสิทธิที่กฎหมายให้ ระบบจะส่งรายการเตือนเพื่อให้แก้ไขได้ในทันที เพื่อความมั่นใจว่ากรมสรรพากรได้รับแบบฯ และเงินภาษีที่เราชำระแล้ว จะมีหลักฐานยืนยัน และเราสามารถพิมพ์แบบมาเก็บเป็นหลักฐานได้ นอกจากนี้กรณีที่เรายื่นช้าจนเลยกำหนดเวลา (วันที่ 31 มี.ค.) ทางกรมสรรพากรก็ใจดีให้ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านระบบ อินเทอร์เน็ตออกไปอีก 8 วัน นับแต่วันสุดท้ายของกำหนดเวลายื่นแบบ
ข้อเสียของการยื่นแบบผ่านระบบอินเทอร์เน็ตก็คือ เนื่องจากระบบจะตรวจสอบและเตือนกรณีที่เรากรอกข้อมูลผิดดังกล่าว ทำให้ในหลายกรณีเราไม่สามารถยื่นผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ เช่น กรณีต้องการนำเงินได้พึงประเมินอื่นที่ไม่ต้องการนำมารวมคำนวณเงินได้ เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากที่เราถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ไปแล้ว ไม่อยากนำมารวมคำนวณเงินได้เพื่อเสียภาษี ฯลฯ มาคำนวณสำหรับเป็นฐานในการซื้อ RMF, LTF การยื่นผ่านอินเทอร์เน็ตจะทำไม่ได้
สมมติเรามีเงินเดือน 1 ล้านบาท ดอกเบี้ยเงินฝากที่เราได้มาตลอดปี แต่ไม่อยากนำมายื่นรวมเพื่อคำนวณเงินได้ 5 แสนบาท ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ต เราจะหักลดหย่อน RMF หรือ LTF ได้แค่ 1.5 แสนบาท (15% ของเงินเดือน 1 ล้านบาท ที่เรากรอกในช่องเงินได้เท่านั้น) เพราะระบบจะล็อกเอาไว้ ทั้งที่เรามีสิทธิซื้อ RMF หรือ LTF เพื่อมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2.25 แสนบาท (15% ของเงินเดือน 1 ล้านบาท และดอกเบี้ยอีก 5 แสนบาท)
กรณีนี้ถ้าเราอยากรวมดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผล ฯลฯ ที่เราเสียภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้วมายื่นรวมคำนวณเฉพาะเพื่อเป็นฐานในการซื้อ RMF หรือ LTF แต่ไม่เอามาคำนวณเพื่อเสียภาษี เราก็ต้องไปยื่นแบบที่สำนักงานพื้นที่ของกรมสรรพากรครับ
ข้อเสียของการยื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ตอีกอย่างก็คือ เราเป็นคนเก็บเอกสารหลักฐานเอง ซึ่งเราต้องเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี แต่ถ้าเรายื่นแบบพร้อมเอกสารหลักฐานผ่านสำนักงานพื้นที่กรมสรรพากร เราก็ไม่มีภาระต้องเก็บเอกสารพวกนี้
อ้อ...แล้วหากตอนยื่นต้องเสียภาษีเพิ่มตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป แนะนำให้ผ่อนจ่ายได้ 3 งวดตามสิทธิที่กรมสรรพากรให้นะ โดยผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน โดยเฉลี่ยงวดละเท่าๆ กัน แต่คนที่ขอผ่อนชำระภาษี ก็ต้องระวังชำระภายในกำหนด ถ้าไม่ชำระภาษีอากรงวดใดงวดหนึ่งภายในกำหนดเวลา คนที่ขอผ่อนชำระภาษี ก็จะหมดสิทธิการผ่อนชำระ และต้องชำระภาษีที่ค้างอยู่ทั้งหมด โดยต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของเงินภาษีงวดที่เหลือทันที







