
'นูสกิน'ชูดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งบุกขายตรง
“นูสกิน” เป็นอีกหนึ่งค่ายในธุรกิจขายตรง ที่ชูแผนธุรกิจปี 2559 โดยให้ความสำคัญกับการทำดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง เพราะเป็นช่องทางทั้งการสื่อสาร สร้างการรับรู้ และขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางสร้างยอดขาย
“นูสกิน” เป็นอีกหนึ่งค่ายในธุรกิจขายตรง ที่ชูแผนธุรกิจปี 2559 โดยให้ความสำคัญกับการทำดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง เพราะเป็นช่องทางทั้งการสื่อสาร สร้างการรับรู้ และขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางสร้างยอดขาย
วิภาดา ตั้งปกรณ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปี 2559 บริษัทจะดำเนินกลยุทธ์ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง ในเชิงรุก ด้วยการเพิ่มงบตลาดจาก 10-20% เพิ่มเป็น 25% หลังจากได้เริ่มทำตลาดมาตั้งแต่เมื่อกลางปี 2558 ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยได้สื่อสารถึงสินค้า โปรโมชั่น รวมทั้งรางวัลการท่องเที่ยวดึงดูดให้มีผู้สนใจเข้ามาเป็นสมาชิก และได้รับการตอบรับที่ดีมียอดกดไลค์กว่า 2.5 หมื่นครั้ง ส่วนการทำวิดีโอ คลิป บนยูทูบ ยอดการเข้าชมแตะหลักแสน
ทั้งนี้ บริษัทพยายามป้อนข้อมูลความรู้ให้กับนักธุรกิจใช้ช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านทางออนไลน์มากขึ้น เพราะเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย ขณะเดียวกันก็สามารถจำหน่ายสินค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สำหรับปีนี้บริษัทจะปลุกปั้นนักธุรกิจรุ่นใหม่ 18 ปีขึ้นไป เพื่อเป็นฐานสมาชิกบุกช่องทางออนไลน์ เพื่อผลักดันให้มีผู้สั่งซื้อสินค้าทางช่องทางออนไลน์เพิ่มเป็น 40-45% ต่อเดือน จากในปีที่ผ่านมามีไม่ถึง 20% ต่อเดือน
ขณะที่ภาพรวมธุรกิจขายตรงปีนี้ มีรายใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น สวนกระแสกับทิศทางตลาดขายตรงที่ค่อนข้างนิ่ง และยังมีปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นตัวแปรที่สำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ และไม่สามารถคาดว่าได้ว่าจะฟื้นตัวได้ในช่วงไหน จากเมื่อปีที่ผ่านมาธุรกิจขายตรงอยู่ในภาวะทรงตัว จึงเชื่อว่าการแข่งขันปีนี้มีความรุนแรง ขึ้นอยู่ที่การวางกลยุทธ์ตลาดของแต่ละค่ายจะเน้นในรูปแบบใด อาทิ การเพิ่มรางวัลการท่องเที่ยว ผลตอบแทน หรือกระทั่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
“กลยุทธ์นูสกินไม่เน้นการให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เพราะบริษัทของเราให้ผลตอบแทน 43% สูงที่สุดในธุรกิจขายตรงที่อยู่ประมาณ 30% ส่วนรางวัลการท่องเที่ยวจะเลือกสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น
เดสติเนชั่นไฮไลต์ หรือสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่น่าสนใจ พร้อมกับพัฒนาสินค้านวัตกรรมที่แตกต่างจากสินค้าคู่แข่งในตลาด โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลริ้วรอย ถือว่าเป็นสินค้าเรือธงของบริษัท เพราะเทรนด์คนรุ่นใหม่ใส่ใจดูแลตัวเอง การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลริ้วรอยเริ่มมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ” วิภาดา กล่าว
สำหรับภาพรวมรายได้ธุรกิจขายตรงของนูสกินปี 2558 วางเป้าหมายเติบโต 15% หรือกว่า 2,700 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลริ้วรอย สัดส่วน 70% ซึ่งเป็นสินค้าดูแลรูปร่างสัดส่วน 10% มีอัตราเติบโตมากกว่า 25% ส่วนที่เหลือ 30% เป็นกลุ่มสินค้าสกินแคร์ทั่วไป จากปี 2557 รายได้เติบโต 12% จากการมีรายได้ 2,400 ล้านบาท ส่วนยอดสมาชิก 3 แสนราย วางเป้าหมายจะเพิ่มขึ้น 15-20% คาดว่าจะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาสู่อาชีพขายตรงเพิ่มจากสัดส่วน 10% มาเป็น 15% ของฐานสมาชิกทั้งหมด
ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังชะลอตัว นูสกินยังมองว่าเป็นโอกาสอันดีจะมีผู้สนใจเข้าสู่อาชีพขายตรงเพื่อเป็นรายได้เสริม ส่วนการใช้กลยุทธ์ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเป็นอาวุธสำคัญ สำหรับการขยายฐานสมาชิกในปีนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาเป็นนักธุรกิจช่วยขับเคลื่อนนูสกินประเทศไทย สามารถกวาดรายได้ 5,000 ล้านบาท ภายใน 3-4 ปีข้างหน้าได้ตามเป้าหมาย







