
นโยบายเปิดเหมืองแร่ โดนดองยาวแน่
ต้นปี 2558 ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) มีมติเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานกลางในการจัดทำแผนพัฒนาแร่สำคัญ 5 ชนิด ได้แก่ ทองคำ โปแตช ควอตซ์ เหล็ก และถ่านหิน โดยศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาแร่แต่ละชนิดอย่างละเอียดและให้สอดคล้องกับความต้องการทางเศรษฐกิจ และทำแผนที่พัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
ต้นปี 2558 ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) มีมติเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานกลางในการจัดทำแผนพัฒนาแร่สำคัญ 5 ชนิด ได้แก่ ทองคำ โปแตช ควอตซ์ เหล็ก และถ่านหิน โดยศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาแร่แต่ละชนิดอย่างละเอียดและให้สอดคล้องกับความต้องการทางเศรษฐกิจ และทำแผนที่พัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
แนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีการออกประทานบัตรขุดเจาะแร่โปแตชแห่งแรกในไทยให้แก่บริษัท โปแตชอาเซียน และมีการทยอยออกอาชญาบัตรสำรวจแร่ให้แก่เอกชนอีก 6 ราย ในหลายจังหวัด เช่น อุดรธานี นครราชสีมา สกลนคร ชัยภูมิ ทำให้แนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของไทยดูจะมีทิศทางที่สดใส และสร้างความคึกคักให้นักลงทุนที่นิยมสัมปทาน
ประกอบกับก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้วางแนวทางในการเจรจากับทหารเพื่อขอสำรวจแร่ควอตซ์ในพื้นที่ของทหาร ผลที่ตามมาทำให้บรรยากาศการลงทุนในเหมืองแร่คึกคักไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายและอุปสรรคที่เกิดขึ้น คือ ปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำและชาวบ้านรอบเหมืองทองคำใน จ.พิจิตร จนส่งผลต่อการเดินหน้าพัฒนาแร่ของภาครัฐให้ติดขัดไปหมด
ศักราชใหม่จึงเป็นห้วงของการเปลี่ยนผ่านทางนโยบาย เพราะปัญหาความขัดแย้งกับคนในชุมชนบานปลาย ทำให้นโยบายเปิดเหมืองดูเหมือนจะดำดิ่งลงไปไม่น้อย
ชาติ หงส์เทียมจันทร์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวยังต้องศึกษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ยกเลิกหรือเกิดปัญหา แต่เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศมีความผันผวน ดังนั้นการวางแนวทางในการพัฒนาแร่ต้องมีความสอดคล้องกับการนำไปใช้ในเชิงอุตสาหกรรมด้วย
กรณีของถ่านหินนั้น ปี 2558 เป็นช่วงที่น้ำมันในตลาดโลกราคาตกต่ำ ต้นทุนภาคอุตสาหกรรมไม่สูง ดังนั้นจึงยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องใช้ถ่านหินในภาคการผลิตทดแทนน้ำมัน แต่ต้องศึกษาแม้ว่ายังไม่มีการลงมือในภาคปฏิบัติ
สำหรับแร่ทองคำนั้นชัดเจนที่สุด คือ เดินหน้าต่อไปไม่ได้ เนื่องจากติดมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2550 ทำให้ไม่สามารถออกอาชญาบัตรสำรวจแร่ได้ แม้ว่าจะมีเอกชนยื่นขอเข้ามาทั้งหมดกว่า 100 แปลง แต่อนุญาตไม่ได้จนกว่าจะมีการแก้ไขมติ ครม. โดยพื้นที่การขออาชญาบัตร ส่วนใหญ่จะอยู่ใน จ.พิจิตร เพชรบูรณ์ เลย พิษณุโลก เพชรบุรี ระยอง และจันทบุรี
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาระหว่างผู้ประกอบการกับชาวบ้านในพื้นที่ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ด้วย
“ปัญหาใหญ่ของเหมืองทองตอนนี้ คือ การสร้างความเข้าใจกับชุมชน ซึ่งตอนนี้มีบริษัทที่เปิดดำเนินการมีรายเดียว คือ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส ที่ จ.พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ แต่เกิดความไม่เข้าใจกันเนื่องจากมีปัญหาผลกระทบทางสุขภาพของชาวบ้านในพื้นที่รอบเหมืองใน จ.พิจิตร กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับสาธารณสุขได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และคณะกรรมการตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อหาข้อสรุปโดยเร็ว ก่อนจะวางแนวทางในการพัฒนาแร่ทองคำ” อธิบดี กพร. ชี้แจง
ขณะที่แร่โปแตชที่ออกประทานบัตรไปแล้วนั้นกลับพบว่า ยังมีความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างโรงไฟฟ้าของเหมืองกับประชาชนในพื้นที่คัดค้าน เพราะกังวลเรื่องปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
แม้ประเด็นดังกล่าวจะไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ก็ต้องจับตาสถานการณ์ต่อไปในระยะยาว เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการขุดเจาะ
อย่างไรก็ตาม ได้มีโรงงานแม่ปุ๋ยจากจีนสนใจจะเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย โดยใช้แร่โปแตชที่ขุดได้จากภาคอีสานเป็นวัตถุดิบ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการหารืออย่างเป็นทางการ คาดว่าจีนอาจจะรอดูท่าทีในการพัฒนาแร่โปแตชของไทยอีกครั้ง
สำหรับแร่เหล็กก็อยู่ในขั้นตอนเช่นเดียวกันกับถ่านหิน คือศึกษาความเป็นไปได้ เนื่องจากขณะนี้ปัญหาอุตสาหกรรมเหล็กมีมาก เหล็กทุ่มตลาดจากต่างประเทศที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมหลอมเหล็กในประเทศ ทำให้เหล็กมีราคาถูก
เมื่อเป็นเช่นนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงให้ความสำคัญในการควบคุมมาตรฐาน และศึกษาพื้นที่ที่มีศักยภาพเพิ่มเติม เพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคตด้วย
ด้านแร่ควอตซ์นั้น รัฐบาลกำลังเดินหน้าในการติดต่อกับเอกชนที่สนใจลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ เพื่อนำไปถลุงเป็นซิลิคอน และพัฒนาเป็นเกรดโซลาร์เซลล์อยู่ ซึ่งขณะนี้ต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยมีศักยภาพด้านนี้
“ตอนนี้เรากำลังทำแผนหนึ่งที่คล้ายๆ ยุทธศาสตร์ตัวหนึ่ง ต้องชี้แจงให้ผู้ทำอุตสาหกรรมต่อเนื่องเข้าใจว่าเรามีศักยภาพ ซึ่งผู้ที่สนใจจะลงทุนก็มีนักลงทุนจากจีน ไต้หวัน ที่อยากจะใช้แร่ควอตซ์ของไทยที่มีอยู่มากพัฒนาเป็นโซลาร์เซลล์ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในพ้นที่ทหาร และมีการพูดคุยกับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง” ชาติ กล่าว
แม้ขณะนี้นโยบายการเปิดเหมืองแร่ 5 ชนิดจะยังติดขัด แต่ในที่สุดแล้วการส่งเสริมแร่แต่ละชนิดคงต้องดูความเหมาะสมของแร่แต่ละชนิดว่า แร่อะไรที่จะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และจะพัฒนาอย่างไรเพื่อให้ไทยมีศักยภาพและแข่งขันได้
แต่หากไม่สามารถกำหนดแนวทางการดูแลสุขอนามัยและผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่แล้วไซร้ อนาคตการเปิดเหมืองแร่ในไทยยังเจอหลุมดำเช่นเหมืองทองคำที่พิจิตรอย่างแน่นอน







