
เงินไหลเข้ากองทุน3แสนล้าน
ปี 2558 เงินไหลเข้ากองทุน 3 แสนล้าน ชูเฮลท์แคร์แจกกำไร 12% น้ำมันเจ๊ง 40%
ปี 2558 เงินไหลเข้ากองทุน 3 แสนล้าน ชูเฮลท์แคร์แจกกำไร 12% น้ำมันเจ๊ง 40%
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุน บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมกองทุนรวมปี 2558 มีเงินไหลเข้าสุทธิเกือบ 3 แสนล้านบาท โดยนักลงทุนส่วนใหญ่เข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำมากขึ้น
“จากเดิมประเมินว่ากองทุนรวมน่าจะเติบโตใน 2 หลัก แต่จากความผันผวนของเศรษฐกิจไทย และเกิดวิกฤตตลาดหุ้นจีนตั้งแต่ไตรมาส 3 รวมถึงความกังวลสหรัฐขึ้นอัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมันที่ตกต่ำจึงกระทบการลงทุนและคาดว่าในปี 2559 การเติบโต 2 หลักคงยาก เพราะการเติบโตมาจากเงินลงทุนใหม่และมูลค่าสินทรัพย์ของกองที่มีอยู่ปรับเพิ่มขึ้น”นายกิตติคุณ กล่าว
ทั้งนี้ ปี 2558 กองทุนรวมเติบโต 6.67% มูลค่าสินทรัพย์อยู่ที่ 4.06 ล้านล้านบาท
สำหรับกองทุนตลาดเงินหรือมันนี่มาร์เก็ตมีเงินไหลเข้าสูงสุด 1.71 แสนล้านบาท กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น 1.35 แสนล้านบาท และกองทุนตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาว 1.22 แสนล้านบาท
ขณะที่กองทุนต่างประเทศไม่รวมกองทุนที่กำหนดอายุการลงทุน หรือเทอมฟันด์ มีเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุดในกองทุนเฮลท์แคร์ทั่วโลก 4.79 หมื่นล้านบาท กองทุนหุ้นญี่ปุ่น 2.15 หมื่นล้านบาท กองทุุนหุ้นจีน 1.75 หมื่นล้านบาท กองทุนหุ้นยุโรป 1.61 หมื่นล้านบาท และโกลบอล อโลเคชั่น 7,281 ล้านบาท
สำหรับกองทุนเทอมฟันด์ปกติและเทอมฟันด์ที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง หรือไฮยิลด์บอนด์ได้รับความนิยมลดลง มีเงินไหลออกสุทธิ 3.13 แสนล้านบาท โดยไหลออกสูงสุดในไฮยิลด์บอนด์ 1.57 แสนล้านบาท เนื่องจากผลตอบแทนลดลงจนใกล้เคียงกับมันนี่มาร์เก็ต ประกอบกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไม่สามารถหาตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีมารองรับ นักลงทุนจึงโยกไปพักในมันนี่มาร์เก็ต ซึ่งมีสภาพคล่องในการขายคืน
นายกิตติคุณ กล่าวว่า ในส่วนของกองทุนหุ้นไทย แม้ในปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจะผันผวนและดัชนีปรับตัวลดลง 14% แต่ยังมีเงินไหลเข้าสุทธิในกองทุนหุ้นไทย 6,680 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็กได้รับความนิยมต่อเนื่อง โดย บลจ.กรุงศรี มีเงินไหลเข้าสูงสุดในกองทุนประเภทดังกล่าว 3,796 ล้านบาท รองลงมา บลจ.ไทยพาณิชย์ 3,127 ล้านบาท และ บลจ.กรุงไทย 1,553 ล้านบาท
สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมเฉลี่ยในปี 2558 พบว่าส่วนใหญ่เป็นกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นพัฒนาแล้วที่ทำผลตอบแทนได้ดี โดยกองทุนกลุ่มเฮลท์แคร์ผลตอบแทนสูงสุดเฉลี่ย 12.42% รองลงมากองทุนหุ้นญี่ปุ่นเฉลี่ย 11.99% และกองทุนหุ้นยุโรปเฉลี่ย 10.51% ส่วนผลตอบแทนเฉลี่ยในตลาดหุ้นไทย กลุ่มกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กติดลบ 4.1% และหุ้นขนาดใหญ่ติดลบเฉลี่ย 9.08%
กองทุนที่ลงทุนในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ผลตอบแทนผันผวนและเฉลี่ยติดลบ ส่วนกองทุนน้ำมันฯ ติดลบเฉลี่ยมากสุด 40% ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างกองทุนมันนี่มาร์เก็ตผลตอบแทนเฉลี่ย 1.49% กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 2.2% ตราสารหนี้ระยะกลางและระยะยาวอยู่ที่ 2.49% ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้น้อยลงกว่าปีก่อนๆ แต่ยังดีกว่าตราสารหนี้ต่างประเทศผลตอบแทนส่วนใหญ่ติดลบ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะการลงทุนที่ผันผวน พบว่ากลุ่ม Property Indirect ที่เน้นลงทุนหุ้นอสังหาริมทรัพย์และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 8.56% ซึ่งกองทุนดังกล่าวมีการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีแหล่งที่มารายได้ชัดเจน ส่งผลให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ โดยส่วนใหญ่กองทุนยังเน้นลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ
สำหรับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มีเงินไหลเข้า 3.43 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์เติบโต 2.32% มาอยู่ที่ 2.77 แสนล้านบาท ส่วนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เงินไหลเข้า 2.09 หมื่นล้านบาท มีมูลค่าสินทรัพย์แตะ 1.79 แสนล้านบาท เติบโต 7.5%







