posttoday
ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในพันธบัตรระยะยาว

ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในพันธบัตรระยะยาว

12 มกราคม 2559

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (4-8 ม.ค. 2559) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 530,034.66 ล้านบาท เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 106,006.93 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 164%

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (4-8 ม.ค. 2559) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 530,034.66 ล้านบาท เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 106,006.93 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 164%

ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 71% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 374,320 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 102,390 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 11,581 ล้านบาท หรือคิดเป็น 19% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาลที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB206A (อายุ 4.5 ปี) LB21DA (อายุ 5.9 ปี) และ LB25DA (อายุ 9.9 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 26,162 ล้านบาท 24,492 ล้านบาท และ 16,235 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท ลีสซิ่งไอซีบีซี (ไทย) รุ่น ICBCTL164A (AAA(tha)) มูลค่าการซื้อขาย 858 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท น้ำตาลมิตรผล รุ่น MPSC209A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 721 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท บ้านปู รุ่น BANPU247A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 638 ล้านบาท

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 2-11 bps. โดยเฉพาะรุ่นอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นถึง 11 bps. จาก 2.51% ในสัปดาห์ก่อนหน้าเป็น 2.62% โดยได้รับผลกระทบจากในช่วงต้นสัปดาห์จากการขายทำกำไรของกองทุนรวม รวมถึงมีตารางการประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปี (LB25DA) จำนวน 1.4 หมื่นล้านบาท ในวันพุธ

สำหรับปัจจัยต่างประเทศมีหลากหลายปัจจัย เริ่มจากในวันจันทร์ที่ 4 ม.ค. ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีน ประจำเดือน ธ.ค. ลดลงสู่ระดับ 48.2 จาก 48.6 ในเดือน พ.ย. ตัวเลขดังกล่าวแสดงถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตและต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มากที่ 48.9 ส่งผลต่อตลาดหลักทรัพย์ใน Emerging Market โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในวันนั้นปิดลดลง 24.61 จุด อยู่ที่ 1,263.41 จุด (ลดลง 1.91% จากวันก่อนหน้า)

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 37.17 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังจากที่ซาอุดิอาระเบียประกาศตัดสัมพันธ์การทูตกับอิหร่านจากเหตุการณ์ไม่สงบเมื่อวันเสาร์ที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา ทางด้านค่าเงินหยวนได้อ่อนค่าลงแตะระดับ 6.5032 หยวน/เหรียญสหรัฐ หลังจากที่ธนาคารกลางจีนปรับเปลี่ยนการอ้างอิงเงินหยวนเป็นระบบตะกร้าเงินอิงกับสกุลเงินคู่ค้า 13 ประเทศ จากที่อ้างอิงแค่เงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่กลางปี 2554 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม ในวันต่อมามีการปรับลดลงของราคาน้ำมันสู่ระดับ 32.53 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล นับเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 14 ปี จากความกังวลถึงภาวะอุปทานล้นตลาด และการใช้มาตรการ Circuit Breaker หยุดการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาด CSI 300 ของจีนในวันพฤหัสบดีที่ 7 ม.ค. จากเหตุดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของจีน ปรับลดลงกว่า 7.2% หลังเปิดทำการได้เพียงครึ่งชั่วโมง และ ก.ล.ต.จีนได้ยกเลิก Circuit Breaker ในวันต่อมา เนื่องจากมองว่ามาตรการดังกล่าวส่งผลเสียต่อตลาดมากกว่า

ด้านสหรัฐ ในวันศุกร์ที่ 8 ม.ค. รายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 2.92 แสนตำแหน่ง จากระดับ 2.52 แสนตำแหน่ง ในเดือน พ.ย. ขณะที่อัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับ 5.0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปีครึ่ง

ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมา (4-8 ม.ค. 2559) มีกระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิ 2,266 ล้านบาท โดยเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี) 7,156 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุมากกว่า 1 ปี) 4,890 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท