
ธปท.การันตีอนาคตแบงก์ โอกาสฟาดกำไรอีกเพียบ
โพสต์ทูเดย์
— ธปท.ชี้ธุรกิจธนาคารแนวโน้มกำไรงาม หนี้เน่าต่ำแค่ 2.66% แต่อนาคตต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้นนายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลประกอบการของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในครึ่งปีแรกน่าจะทำได้มากกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะสินเชื่อขยายตัวได้สูงขึ้น ประกอบกับปัจจัยภาวะเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ขยายตัวกว่าปีที่แล้ว น่าจะสนับสนุนให้การขยายสินเชื่อและการทำกำไรปรับดีขึ้น
นอกจากนั้น การดูแลต้นทุนของระบบธนาคารก็เริ่มปรับดีขึ้น โดยทุกแห่งพยายามลดต้นทุน แต่คงต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการปรับตัว จากเดิมที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานค่อนข้างอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไร
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงด้านความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ชัดเจนและเศรษฐกิจไทยที่อาจมีสถานการณ์ทางการเมืองมากระทบด้วย
“
ตอนนี้ถึงแนวโน้มการทำกำไรจะดีขึ้น แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากต้นทุนด้านนโยบายการกำกับดูแล โดยเฉพาะเรื่องการดำเนินการตามบาเซิล 2 ที่อาจจะมีการปรับปรุงใหม่ตามมาตรฐานที่กำลังถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ ซึ่งการปรับตามมาตรฐานบาเซิลมีการลงทุนด้านระบบไอทีค่อนข้างมาก ทำให้ต้นทุนการดำเนินงาน (Operation) สูงขึ้น” นายเกริก กล่าวก่อนหน้านี้ธนาคารพาณิชย์ทยอยประกาศผลการดำเนินงานพบว่า ธนาคารกรุงเทพ ไตรมาส 2 กำไรสุทธิ 6,872 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.4% ธนาคารกรุงไทย กำไรสุทธิ 3,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 803 ล้านบาท หรือ 31%
ธนาคารทหารไทย กำไรสุทธิ 886.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 125% ธนาคารธนชาต กำไร 1,959 ล้านบาท โตขึ้น 175% และธนาคารนครหลวงไทย มีกำไร 1,205 ล้านบาท โตขึ้น 33%
ระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2553 ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยล่าสุดสิ้นเดือน มิ.ย. เอ็นพีแอลก่อนหักกันสำรอง (Gross NPL) มี 3.47 แสนล้านบาท หรือ 4.83% ของสินเชื่อรวม ส่วนเอ็นพีแอลสุทธิหลังหักกันสำรอง (Net NPL) มี 1.87 แสนล้านบาท หรือ 2.66% ของสินเชื่อรวม
ระดับเอ็นพีแอลในระบบสถาบันการเงินไทยส่วนใหญ่มาจาก 3 ส่วนหลัก คือ 1.มาจากการปรับโครงสร้างหนี้ 2.หนี้เสียที่ค้างอยู่ในกระบวนการการดำเนินการทางกฎหมายในศาล ซึ่งในส่วนนี้มีอยู่มากที่สุด และ 3.หนี้เสียที่อยู่ระหว่างการเจรจากับลูกหนี้







