posttoday
คาดกำไรกลุ่มแบงก์หด 27%

คาดกำไรกลุ่มแบงก์หด 27%

11 มกราคม 2559

สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เขียนถึงความกังวลของผมว่าจะมี “ปัจจัยที่คาดไม่ถึง” ซึ่งจะเป็นตัวแปรที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ต้องปรับลงเร็วกว่าที่จะคาดถึง

สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เขียนถึงความกังวลของผมว่าจะมี “ปัจจัยที่คาดไม่ถึง” ซึ่งจะเป็นตัวแปรที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ต้องปรับลงเร็วกว่าที่จะคาดถึง

โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นทั่วโลก เป็นเรื่องของความกังวลต่อเศรษฐกิจจีน หลังธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปล่อยเงินหยวนอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง บวกกับความผันผวนของตลาดหุ้นจีนที่เกิดการระงับการซื้อขาย (เซอร์กิตเบรกเกอร์) ทั้งในวันที่ 4 และ 7 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา

SET Index ปรับร่วงต่อเนื่องตั้งแต่เปิดปีใหม่จนลงไปทำจุดต่ำสุดถึง 1,224 จุด ติดลบตั้งแต่ต้นปีเกือบ 5% ยังดีที่มีการฟื้นตัวขึ้นมาบ้างในช่วงท้ายสัปดาห์จนดัชนีย้อนกลับมาที่ 1,245 จุดอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าการฟื้นตัวของตลาดในรอบนี้อาจเป็นเพียงแค่จังหวะสั้นๆ (ขึ้นไปตันที่ 1,260-1,280 จุด) เนื่องจากตลาดหุ้นทั่วโลกยังมีโอกาสที่จะแกว่งตัวผันผวนตามความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพีบีโอซีอาจลดค่าเงินหยวนอ่อนค่าอีกระลอก หรือสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน-ซาอุดิอาระเบีย กระทบกับราคาน้ำมันให้มีโอกาสลงต่อได้อีก และความกังวลเรื่องสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลี

ปัจจัยในประเทศก็ยังคงต้องคอยระวังปัญหาการเมืองที่มีแนวโน้มจะกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2559 ที่กำลังจะนำเสนออกมาให้ประชาชน เพื่อให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะต้องมีกระแสที่ไม่เห็นด้วยในบางมาตรา จนทำให้กังวลไปว่าร่างรัฐธรรมนูญโดยรวมอาจไม่ผ่านประชามติ กระทบกับแผนเลือกตั้งกลางปี 2560

นอกจากนี้ วิกฤตภัยแล้งที่อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายปีก็จะเป็นอีกปัจจัยกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน และหนักไปกว่านั้นคือการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในงวดไตรมาส 4 ปี 2558 และงบการเงินปี 2558 ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะออกมาย่ำแย่กว่าคาด เบื้องต้นจากการทำ Earning Preview ในกลุ่มธนาคารก็เห็นแล้วว่าผลประกอบการต้องหดตัวรุนแรงกว่าไตรมาส 4 ปี 2557 เกือบ 27%

ปัจจุบันฐานสัดส่วนราคาต่อกำไรที่คาดหวัง (Expected PER) 13 เท่า ที่ 1,222 จุด ยังคงเป็นด่านทดสอบที่มีนัยสำคัญ ระยะสั้นพิสูจน์ชัดไปแล้วว่าตลาดลงต่ำกว่าระดับนี้ค่อนข้างยาก แต่จะให้ไปคาดหวังว่าจะดีดกลับจนไปไกลเกินกว่า 1,280 จุด ก็ยังไม่มีปัจจัยขับเคลื่อนที่แรงมากพอ แถมยังมีปัจจัยลบต่างๆ ที่กล่าวถึงในข้างต้นที่รอดึงตลาดลงมาอีกครั้ง นักลงทุนจึงควรต้องระมัดระวังการลงทุนไว้เป็นอย่างสูง

การฟื้นตัวของตลาดในรอบนี้อาจเป็นจังหวะดีให้ทำการปรับพอร์ตการลงทุนด้วยการขายหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการแย่ และสลับมาเก็งกำไรในหุ้นแนะนำที่ผมคิดว่าปลอดภัยในช่วงเวลานี้ โดยแบ่งเป็นแนวทางการลงทุน 3 แนว คือ 1.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันขาลง แบ่งเป็นหุ้นสายการบิน BA หุ้น Downstream กลุ่มโรงกลั่น TOP IRPC 2.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า หุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ SVI KCE 3.หุ้นปันผลสูง SPALI

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ